งานศิลปาชีพประทีปไทยฮอต! เพียง 3 วันยอดขายทะลุ 270 ลบ.

กรมการพัฒนาชุมชนเผยงานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี ยอดขาย 3 วันทะลุ 270 ล้านบาท เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย อาหาร มาแรงคนกระหน่ำชอป เชื่อได้อานิสงส์วันหยุดยาวช่วงวันแม่

นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า งาน “ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี” ครั้งที่ 3 “นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย … มีอะไรมากกว่าที่คุณคิด” ครั้งนี้ เป็นการจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่าและสินค้าโอทอป ซี่งจะเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่สินค้าทางภูมิปัญญาไทย สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการโอทอป ในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคต

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมการพัฒนาชุมชนได้ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์โอทอปให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ผ่านมาแล้ว 3 วัน โดยงานนี้ตรงกับช่วงที่มีวันหยุดยาวในเทศกาลวันแม่ มีประชาชนเข้ามาเที่ยวชมงาน ซื้อสินค้ากันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะสินค้าเสื้อผ้า และเครื่องแต่งกาย อาหาร และที่จัดไว้ในโซนของ OTOP ชวนชิม ทําให้มียอดขายสินค้าภายในงาน 270 ล้านบาท

โดยสินค้าขายดีคือ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย, อาหาร, ของใช้ ของตกแต่ง, สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร, ของดี 77 จังหวัด OTOP ชวนชิม และสินค้าประเภทอื่นๆ โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-19 สิงหาคม 2557 เวลา 10.00-21.00 น. ณ อาคารชาลเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี

ที่มา.ผู้จัดการ

พช.ชวนเที่ยวชอป “งานศิลปาชีพประทีปไทยฯ” 11-19 ส.ค.นี้

กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย คืนความสุข คืนกำไรให้คนไทยทั้งชาติ ด้วยการจัด “งานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี” ครั้งที่ 3 “นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย…มีอะไรมากกว่าที่คุณคิด” พร้อมร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงช่วยเหลือราษฎรให้มีอาชีพ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อการอนุรักษ์ และส่งเสริมศิลปะฝีมือ ภูมิปัญญาของคนไทยอันเป็นแม่แบบขยายเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จัดในวันที่ 11-19 สิงหาคม 2557 เวลา 10.00-21.00 น. ณ อาคารชาลลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี 

ภายในงานจะได้พบกับ ลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มูลนิธิชัยพัฒนา จิตรลดา จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีความละเอียดสวยงาม ที่แสดงออกให้เห็นถึงที่สุดของฝีมือด้านศิลปะอันเป็นเลิศของไทย ตื่นตาตื่นใจกับเส้นทางสายนวัตกรรม พบกับสินค้าภูมิปัญญาคนไทยกว่า 2,000 ร้านค้า อาหารอร่อยสี่ภาค และกิจกรรมอื่นๆ มากมาย อาทิ OTOP ชวนชิม อิ่มอร่อยจุใจกับอาหารดังจากทั่วฟ้าเมืองไทย ทั้งเหนือ กลาง อีสาน ใต้ หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OVC) และ OTOP เยาวชน การจำลองบรรยากาศหมู่บ้าน 4 ภาค การแสดงเพลงกล่อมลูก 4 ภาค ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เพื่อเป็นสีสันต้อนรับเทศกาลวันแม่ OTOP Smile ตลาดนัด ภูมิปัญญา ราคายิ้มได้ การสร้างสีสันจากดาราและบุคคลผู้มีชื่อเสียง จากคู่แม่ลูกศิลปิน เป็นต้น

ที่มา.มติชน

‘แบงก์ชาติ’ ห่วง “เอสเอ็มอี” เสี่ยงเป็นหนี้เน่าสูง

ธปท.เผยสถานการณ์หนี้เสียในระบบช่วง Q2 ปรับตัวดีขึ้น แจงความเชื่อมั่นภาคธุรกิจฟื้น และภาครัฐเตรียมลงทุน ขณะที่ SMEs ยังตกเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดหนี้สูงได้มาก เพราะเงินทุนน้อย สายป่วนสั้น รวมถึงเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก 

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยว่า ขณะนี้ภาพรวมสถานการณ์หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับตัวดีขึ้นหรือมีอัตราการขยายตัวเอ็นพีแอลลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2557 โดยล่าสุดในไตรมาส 2 พบว่า การเพิ่มขึ้นเอ็นพีแอลลดลงอยู่ที่ 3,801 ล้านบาท จากไตรมาสแรกยอดเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 1.41 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส เนื่องจากปัจจุบันความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจดีขึ้น ขณะที่ภาครัฐมีการลงทุนและใช้จ่ายเริ่มออกมาชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างการจ่ายเงินที่ค้างชาวนาจากโครงการรับจำนำข้าวเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเอ็นพีแอล กลุ่มที่ห่วงมากที่สุด คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นกลุ่มที่อ่อนไหวมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากสายป่านสั้นและเงินทุนน้อย ซึ่งอาจจะมีปัญหาขาดสภาพคล่องได้ ขณะเดียวกัน การปล่อยสินเชื่ออุปโภคบริโภคก็มีปัญหาเอ็นพีแอลค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมวดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ แม้อัตราการเติบโตสินเชื่อประเภทนี้จะชะลอลง แต่เริ่มโผล่ยอดเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น

ล่าสุดในไตรมาส 2 ของปีนี้ พบว่า ยอดคงค้างเอ็นพีแอลในระบบมีทั้งสิ้น 2.85 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.29% ของสินเชื่อรวมจากไตรมาสก่อน มียอดคงค้างเอ็นพีแอล 2.81 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.26% และระยะเดียวกัน ปีก่อนมียอดคงค้าง 2.65 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.21% โดยไตรมาสนี้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มียอดคงค้างมากที่สุด 3.26 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.56% ของสินเชื่อรวม รองลงมาธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 2.10 หมื่นล้านบาท หรือ 1.08% อันดับสามธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 1.43 หมื่นล้านบาท หรือ 0.77%

ที่มา.มติชน

ม.เกษตรฯ จัดงาน Thailand LAB 2014 ทางออกอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัยสู่ตลาดโลก

สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงาน Thailand LAB 2014 งานแสดงสินค้า และประชุมนานาชาติ ด้านเทคโนโลยี เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และ ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 4 ที่จัดขึ้นวันที่ 17-19 กันยายน ที่ EH101-102 ไบเทค บางนา 

นางพัชรี ตั้งตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องอาหารจำนวนมาก ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบคุณภาพมาตรฐาน สุขลักษณะและสิ่งแวดล้อมโรงงานตามหลักเกณฑ์มาตรฐานสากล และการให้บริการด้านการตรวจสอบรับรองโรงงานมีข้อจำกัด ซึ่งยังไม่มีการดำเนินงานในลักษณะเชิงพาณิชย์ สินค้าส่งออกของไทยยังคงมีปัญหาในการปนเปื้อนของสารเคมีตกค้าง ทั้งในส่วนของสารกำจัดแมลงและวัชพืช (Pesticide/ Herbicide) ยาปฏิชีวนะ (Veterinary Drug) สารปรุงแต่งอาหาร (Food Additive) นอกจากนั้นยังคงมีปัญหาในด้านของการแสดงข้อมูลบนฉลากสินค้า รวมถึงเชื้อจุลินทรีย์ และโรคระบาดสัตว์

ทั้งนี้ ด้านการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรและอาหารของไทยยังคงขาดการวิจัยและพัฒนาในการกำหนดมาตรฐานในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารทั้งระบบ (Food Chain) อีกทั้งยังขาดข้อมูลอ้างถึงทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Data) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการเจรจาทางการค้า และขาดสถาบันที่ทำหน้าที่เป็น Consortium ในการสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Support) อยู่จำนวนมาก

ดังนั้นงาน Thailand LAB 2014 งานแสดงสินค้า และประชุมนานาชาติ ด้านเทคโนโลยี เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 4 ที่จัดขึ้นวันที่ 17-19 กันยายน ที่ EH101-102 ไบเทค บางนา นั้น จะเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรได้ข้อมูล และทางออกในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ และนำมาใช้ในช่องทางขยายตลาดต่างประเทศต่อไป

สำหรับงาน Thailand LAB 2014 ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เข้าร่วมและเปิดประชุมระดับนานาชาติ ในหัวข้อที่กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรต้องรู้และได้ประโยชน์สูงสุดคือ การประชุมสัมมนาในหัวข้อ “Keep Abreast on Global Food Safety Issue and Regulations” การรู้เท่าทันปัญหาด้านความปลอดภัยอาหารทั่วโลก ซึ่งจัดประชุมสัมมนาโดยศูนย์วิจัยนวัตกรรมอาหารและบริการที่ปรึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในวันที่ 17 กันยายน 2557 เวลา 13.00-16.00 น. ที่ห้อง 102A

ในวันที่ 19 กันยายน 2557 ช่วงเช้า 09.00-12.00 น. สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประชุมสัมมนาในหัวข้อ “Food Allergen Derection by Elisa Technique” ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับสารก่อภูมิแพ้อาหาร และ เทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์สารก่อภูมิแพ้อาหารด้วยเทคโนโลยีการผลิตชุดทดสอบสารก่อภูมิแพ้ด้วยเทคนิค ELISA และในวันเดียวกัน วันที่ 19 กันยายน 2557 เวลา 09.00-17.00 น. สถาบันอาหารจัดประชุมสัมมนาเรื่อง “Add Value and Strengthen Food Safety with the Ability Laboratory International Standard ISO/IEC 17025 บทบาทของสถาบันอาหารต่อการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารไทย ด้วยความสามารถของห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025” , “How to Read and Interpret the Results of the Calibration Certificate : วิธีการอ่านและตีความใบรับรองผลการสอบเทียบเครื่องมือ” , “Shelf Life Extension of Food Products: การยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหาร” , “The Nutritional to Add Value to the Nutrition Label on Food Products : การแสดงคุณค่าทางโภชนาการ ด้วยฉลากโภชนาการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร”

ลงทะเบียนเข้าชมงานและฟังสัมมนาล่วงหน้าได้ที่ www.thailandlab.com สอบถามข้อมูลได้ที่ 0-2670-0900 Ext. 201-209

ที่มา.ข่าวสด

กสอ.ดัน SMEs ใช้ไอทีแนวใหม่ฟรี! เพิ่มศักยภาพธุรกิจ

กสอ. ดัน SMEs ใช้ไอทีเสริมแกร่งผ่าน Cloud Computing ชูไอทีแนวใหม่ให้ SMEs ใช้ฟรีต่อเนื่อง พร้อมกระตุ้นผู้ประกอบการไทยตื่นตัว ล่าสุดจัดงาน “ECIT: SMEs Solutions Day 2014 มิติใหม่แห่งการใช้ IT เพื่อขับเคลื่อน SMEs ไทยสู่ระดับสากล” ตั้งเป้าปี 57 SMEs ใช้ไอดีช่วยธุรกิจกว่า 900 ราย

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญในการผลิตที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในหลายๆ ด้าน เช่น ระบบการผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง การบริหารการเงินและบัญชี การบริหารบุคคล การบริหารฐานข้อมูลลูกค้า หรือเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ริเริ่มโครงการ ECIT เป็นโครงการต่อเนื่อง 7 ปี (ปี 2552-2558) เพื่อกระตุ้นให้ SMEs ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการงานต่างๆ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนของกิจการ

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานโครงการ ECIT ในปีงบประมาณ 2556 ที่ผ่านมามี SMEs เข้าร่วมโครงการจำนวน 1,600 กิจการ และ 1,500 คน โดยใช้งบประมาณจำนวน 35,000,000 บาทในการดำเนินกิจกรรม ปรากฏว่าสามารถช่วยให้ SMEs มีผลิตภาพและประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น สามารถประเมินผลเป็นจำนวนเงินที่ SMEs ได้จากการเพิ่มผลิตภาพ, ประหยัดต้นทุนการนำระบบไอทีมาใช้, รายได้ที่เพิ่มขึ้น, ลงทุนที่เพิ่มขึ้น และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 148 ล้านบาท

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมยังกล่าวต่อว่า หลังจากที่ได้ผลักดัน Cloud Computing จนประสบความสำเร็จ ในปี 2557 นี้จะมีการเพิ่มความเข้มข้นมากกว่า 5 ปีที่ผ่านมา โดยวางเป้าหมายให้ครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใน SMEs ระดับล่างมากขึ้น ซึ่งในปีนี้โครงการฯ ได้รับงบประมาณราว 30 ล้านบาท ตั้งเป้าส่งเสริม SMEs ใช้ไอทีในกิจการจำนวน 900 กิจการ และคาดการณ์ว่าจะสามารถช่วย SMEs ที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มผลิตภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านไอทีเพื่อใช้ในกิจการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

ที่มา.ข่าวสด

ประสานเสียงหนุน พ.ร.บ.หลักประกันธุรกิจ อุ้ม SMEs ถึงแหล่งทุน

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การออกร่างพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจเป็นการสร้างหลักประกันใหม่ นอกเหนือจากการจำนองและค้ำประกัน โดยให้สามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นหลักประกันได้ โดยไม่ต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันแก่ผู้ปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้น้อย เนื่องจากสถาบันการเงินยังมีความกังวลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงกับสถาบันการเงิน ดังนั้น ภายใต้กฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้สถาบันการเงินมั่นใจในการปล่อยกู้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีจะต้องเปิดเผยข้อมูลบริษัทอย่างโปร่งใสและมีระบบบัญชีที่ได้มาตรฐานเพื่อสร้างความมั่นใจด้วย

ทางด้าน นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า ถ้ากฎหมายนี้ผ่านจะถือเป็นความโชคดีของเอสเอ็มอีที่จะมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เพราะขณะนี้เอสเอ็มอีจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

ขณะที่นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ โดยที่ผ่านมาสินค้าคงคลัง หรือความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีกฎหมายรองรับให้นับเป็นหลักประกันเงินกู้ได้ แต่กฎหมายฉบับนี้จะทำให้มั่นใจในการปล่อยกู้และทำให้ต้นทุนการปล่อยสินเชื่อลดลง ปัจจุบันกฎหมายดังกล่าวทุกประเทศในเอเชียถูกนำมาใช้นานแล้วทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย และกัมพูชา

นายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มองว่ากฎหมายฉบันนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องติดตามในทางปฏิบัติว่าเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ธนาคารพาณิชย์จะตีราคาหลักประกันเหมาะสมเพียงใด โดยเฉพาะลูกค้าเอสเอ็มอี

ที่มา.เนชั่น

“พาณิชย์” คืนความสุขให้คนไทย จัดธงฟ้า 400 ครั้งช่วยลดค่าครองชีพ

กรมการค้าภายในเตรียมจัดงานธงฟ้า ช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน กระจายจัด 400 ครั้งในพื้นที่อำเภอต่างๆ พร้อมจัดงานวันพาณิชย์ ระหว่าง 21-24 ส.ค. ณ เมืองทอง รวบรวมของดีราคาถูกมาไว้ด้วยกัน 

นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทางกรมการค้าภายใน เตรียมจะมีการจัดงานธงฟ้าจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภคราคาต่ำกว่าท้องตลาดเพิ่มขึ้นจากปกติอีก 400 ครั้ง โดยจะกระจายไปตามอำเภอต่างๆ และเข้าร่วมกับงานคืนความสุขให้ประชาชนในที่ต่างๆ ให้ทั่วถึงประชาชนในท้องถิ่น เพื่อเป็นการดูแลค่าครองชีพ และคืนความสุขให้ประชาชน อีกทั้งในเดือนสิงหาคม จะมีการจัดงานวันพาณิชย์ขึ้น ระหว่างวันที่ 21-24 สิงหาคมนี้ ที่อิมแพคเมืองทองธานี และตลอดทั้งเดือนจะร่วมกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีก และห้างสรรพสินค้าจัดมหกรรมลดราคาครั้งใหญ่ สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าโดยรวมในขณะนี้ ยังอยู่ในภาวะปกติโดยสินค้ากลุ่มอุปโภค บริโภคบางชนิด มีการปรับราคาลดลง เช่นเนื้อหมูราคาปรับลดลงแล้วหลังฝนตก และปัญหาโรคในหมูที่น้อยลง ราคาไข่ไก่ลดลง ซึ่งเรื่องของราคาไข่ไก่จะต้องมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิดด้วย เพราะหากราคาต่ำมากจะกระทบกับผู้เลี้ยงรายย่อยได้ส่วนผักและผลไม้สด มีการปรับราคาสูงขึ้น ลดลงตามฤดูกาล ในขณะที่สินค้าอื่นๆยังได้รับความร่วมมือทั้งจากผู้ผลิต และผู้ประกอบการห้างค้าปลีกในการตรึงราคาสินค้า

ทั้งนี้ยังได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการจัดโครงการธงฟ้าราคาประหยัดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมกับบริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัดจัดงานมหกรรมสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดในท็อป ซูเปอร์ และซูเปอร์คุ้ม ในเขตชุมชน 43 สาขาทั่วประเทศลดราคาสินค้าจำเป็น ระหว่างวันที่ 2-15 กรกฎาคมนี้ด้วย

น.ส.ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กล่าวว่า ทางบริษัทเซ็นทรัลฟู้ด รีเทลได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดงานธงฟ้าราคาประหยัดในท็อป ซูเปอร์และซูเปอร์คุ้มในพื้นที่ชุมชน 43 สาขาทั่วประเทศ และยังได้มีการร่วมมือในการจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จตามเมนูแนะนำ ในศูนย์อาหาร (ฟู้ดคอร์ท) 37 แห่ง โดยกำหนดให้ทุกร้านมี 1 เมนูแนะนำจำหน่ายจานละ 35 บาทอีกด้วยส่วนกำลังซื้อของประชาชนในขณะนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีประชาชนมีการจับจ่ายเพิ่มมากขึ้นทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสที่ดีในระยะยาวอีกทั้งยังมีการออกโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นกำลังซื้ออย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ที่มา.เนชั่น

สสวท.ผุดไอเดียเสนอ คสช.ตั้งกระทรวงเอสเอ็มอี

นายก สสวท.เตรียมนำตัวแทนผู้ประกอบการ 5 ภาคเข้าพบปลัดอุตฯ หาบทสรุปตั้งสภาเอสเอ็มอี ชี้รูปแบบเป็นลักษณะเดียวกับสภาอุตสาหกรรม ผุดไอเดียเสนอ คสช.ตั้งกระทรวงเอสเอ็มอี

นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สสวท.) เปิดเผยว่า วันที่ 2 ก.ค.นี้จะนำตัวแทนเอสเอ็มอีทั้ง 5 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ใต้ กลาง และตะวันออก เข้าประชุมร่วมกับนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงผู้บริหารกระทรวงฯ เพื่อหารือการจัดตั้งสภาเอสเอ็มอี หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกันกับหน่วยงานมาแล้ว 3 ครั้ง

ทั้งนี้ รูปแบบการตั้งสภาเอสเอ็มอี ได้ร่างโครงสร้างกรอบการทำงานรวมถึงกฎหมายรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นโครงสร้างจะไม่ต่างจากสภาอื่นๆ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หรือสภาหอการค้าไทย ที่จะมีประธาน มีรองประธานดูแลด้านต่างๆ รวมถึงมีสภาเอสเอ็มอีกระจายตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ จะนำเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อไป และถ้ามีความเป็นไปได้ ต้องการตั้งกระทรวงเอสเอ็มอีขึ้นมาดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ

ที่มา.ข่าวสด

เปิดแล้ว “มหกรรมชี้ช่องรวย” ชูตอบทุกความต้องการ SMEs

รินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเพิลมีเดีย จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทฯ ได้จัดงานนี้ขึ้น โดยรวบรวมทุกความต้องการของ SMEs ไม่ว่าจะเป็นช่องทางอาชีพแก่ผู้สนใจ ตลอดจนเป็นแหล่งความรู้ และเงินทุนในการสร้างอาชีพ ฯลฯ โดยเป็นความร่วมมือของทั้งภาครัฐ อย่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงภาคเอกชน ธนาคารพาณิชย์ เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคาารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

ทั้งนี้ ภายในงานมีทั้งการออกบูทของผู้ประกอบการ SMEs รวมกว่า 250 บูท อีกทั้งมีกิจกรรมที่ปรึกษา แหล่งทุน การสร้างเครือข่ายธุรกิจ อบรม-สัมมนา พร้อมโมเดลธุรกิจให้เลือกชอป โดยจัดเต็มพื้นที่ MCC Hall เดอะมอลล์ บางกะปิ ตั้งแต่ 26-29 มิถุนายน 2557

“เราคาดหวังว่างานมหกรรมชี้ช่องรวย 2014 จะเป็นทางออกสำหรับ SMEs จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับ SMEs มากว่า 13 ปีของพีเพิลมีเดีย เราเข้าใจความต้องการของ SMEs ที่ต้องการที่พึ่งทั้งในด้านที่ปรึกษา แหล่งเงินทุน โอกาสทางธุรกิจหลากหลาย การเข้าถึงแหล่งข้อมูลหรือสารประโยชน์สำหรับธุรกิจ ภายในงานนี้เราหวังช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย และกระตุ้นให้ SMEs กลับมาเติบโต ทั้งการเกิดผู้ประกอบการใหม่จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 ราย และกระตุ้นการลงทุนในประเทศไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท” ณรินณ์ทิพกล่าว

ที่มา.ผู้จัดการ

จัดประกวดโลโก้โชวห่วยไทย ใช้การันตีค้าปลีกคนไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดประกวดออกแบบโลโก้โชวห่วยไทย เพื่อใช้เป็นสื่อกลางประชาสัมพันธ์บ่งบอกว่าเป็นร้านค้าปลีกของคนไทย เปิดรับสมัครถึงวันที่ 30 มิ.ย.นี้ ประกาศผลในวันที่ 9 ก.ค. 

น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่า กรมฯ ได้จัดโครงการประกวดการออกแบบสัญลักษณ์โชวห่วย (Chohoey Mascot) โดยจะนำผลงานชนะการประกวดมาใช้เป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมกิจกรรมการค้าและการตลาดของกลุ่มเครือข่ายธุรกิจค้าส่งค้าปลีกเพื่อให้เป็นที่จดจำและสร้างการยอมรับให้แก่ผู้บริโภคที่เมื่อเห็นสัญลักษณ์นี้แล้วก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นร้านโชวห่วยของคนไทย

“ในปัจจุบันมีร้านโชวห่วยของคนไทยอยู่ทั่วไปหมด ทั้งในหมู่บ้าน ตลาดสด ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ แต่กลับไม่มีโลโก้ที่ทำให้ผู้บริโภครับรู้ได้ชัดเจนว่าเป็นร้านโชวห่วยของคนไทย ไม่เหมือนกับร้านสะดวกซื้อชื่อดัง เช่น เซเว่น อีเลฟเว่น แฟมิลี่มาร์ท โลตัสเอ็กซ์เพรส มินิบิ๊กซี ที่พอเห็นสัญลักษณ์ก็รู้ว่าเป็นร้านค้าปลีก ดังนั้น โครงการนี้จะสร้างสัญลักษณ์ที่จะทำให้ผู้บริโภคเห็นสัญลักษณ์แล้วรู้ว่าเป็นร้านค้าปลีกของคนไทยทันที โดยมาจากสัญลักษณ์ที่ชนะการประกวด” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากล่าว

สำหรับการประกวดครั้งนี้เปิดโอกาสให้แก่เยาวชน ตั้งแต่นักเรียนระดับมัธยมปลายและนักศึกษาระดับอาชีวศึกษาทั่วประเทศส่งผลงานเข้าประกวด โดยสามารถส่งผลงานได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน ผลงานที่ชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษา 1 แสนบาท และมีรางวัลชมเชย 3 รางวัลได้ทุนการศึกษารางวัลละ 1 หมื่นบาท ซึ่งจะประกาศผลในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้

นอกจากนี้ กรมฯ ได้ร่วมกับสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ผู้ผลิต ผู้แทนจำหน่าย และร้านค้าส่งค้าปลีกทั่วประเทศจัดกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจค้าส่งค้าปลีกครั้งที่ 4 ภายใต้ชื่องาน “ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม” โดยมีร้านค้าส่งเข้าร่วม 50 ราย ร้านค้าปลีก 500ราย นำสินค้าที่จำหน่ายในร้านมาลดราคาขายในลักษณะ ลด แลก แจก แถมให้ประชาชนเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1-31 กรกฎาคม 2557

“เดิมทีกรมฯ กำหนดจะจัดงานในเดือนกันยายน 2557 หลังจากที่ปีนี้ได้จัดครั้งแรกไปแล้วเมื่อเดือนเมษายน 2557 แต่นโยบายของ คสช.ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาทางช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนกรมฯ ก็เลยเลื่อนการจัดงานขึ้นมาเป็นเดือน ก.ค.แทน โดยรอบนี้คาดว่าจะมีร้านค้าส่งเข้าร่วมประมาณ 50 ราย ร้านค้าปลีก 500 ราย ตั้งเป้ายอดขายประมาณ 500 ล้านบาท” น.ส.ผ่องพรรณกล่าว

สำหรับสินค้าที่จะนำมาจำหน่ายผ่านร้านค้าส่งและค้าปลีกส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค โดยกลุ่มสินค้าอาหาร เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช น้ำพริกเผา ซอสปรุงรส และสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร เช่น โฟมล้างหน้า แป้งหอมเย็น สบู่เหลว ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน ยากันยุง น้ำหอม เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

ที่มา.เนชั่น