กสอ.ดัน SMEs ใช้ไอทีแนวใหม่ฟรี! เพิ่มศักยภาพธุรกิจ

กสอ. ดัน SMEs ใช้ไอทีเสริมแกร่งผ่าน Cloud Computing ชูไอทีแนวใหม่ให้ SMEs ใช้ฟรีต่อเนื่อง พร้อมกระตุ้นผู้ประกอบการไทยตื่นตัว ล่าสุดจัดงาน “ECIT: SMEs Solutions Day 2014 มิติใหม่แห่งการใช้ IT เพื่อขับเคลื่อน SMEs ไทยสู่ระดับสากล” ตั้งเป้าปี 57 SMEs ใช้ไอดีช่วยธุรกิจกว่า 900 ราย

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญในการผลิตที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในหลายๆ ด้าน เช่น ระบบการผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง การบริหารการเงินและบัญชี การบริหารบุคคล การบริหารฐานข้อมูลลูกค้า หรือเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ริเริ่มโครงการ ECIT เป็นโครงการต่อเนื่อง 7 ปี (ปี 2552-2558) เพื่อกระตุ้นให้ SMEs ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการงานต่างๆ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนของกิจการ

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานโครงการ ECIT ในปีงบประมาณ 2556 ที่ผ่านมามี SMEs เข้าร่วมโครงการจำนวน 1,600 กิจการ และ 1,500 คน โดยใช้งบประมาณจำนวน 35,000,000 บาทในการดำเนินกิจกรรม ปรากฏว่าสามารถช่วยให้ SMEs มีผลิตภาพและประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น สามารถประเมินผลเป็นจำนวนเงินที่ SMEs ได้จากการเพิ่มผลิตภาพ, ประหยัดต้นทุนการนำระบบไอทีมาใช้, รายได้ที่เพิ่มขึ้น, ลงทุนที่เพิ่มขึ้น และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 148 ล้านบาท

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมยังกล่าวต่อว่า หลังจากที่ได้ผลักดัน Cloud Computing จนประสบความสำเร็จ ในปี 2557 นี้จะมีการเพิ่มความเข้มข้นมากกว่า 5 ปีที่ผ่านมา โดยวางเป้าหมายให้ครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใน SMEs ระดับล่างมากขึ้น ซึ่งในปีนี้โครงการฯ ได้รับงบประมาณราว 30 ล้านบาท ตั้งเป้าส่งเสริม SMEs ใช้ไอทีในกิจการจำนวน 900 กิจการ และคาดการณ์ว่าจะสามารถช่วย SMEs ที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มผลิตภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านไอทีเพื่อใช้ในกิจการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

ที่มา.ข่าวสด

ประสานเสียงหนุน พ.ร.บ.หลักประกันธุรกิจ อุ้ม SMEs ถึงแหล่งทุน

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การออกร่างพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจเป็นการสร้างหลักประกันใหม่ นอกเหนือจากการจำนองและค้ำประกัน โดยให้สามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นหลักประกันได้ โดยไม่ต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันแก่ผู้ปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้น้อย เนื่องจากสถาบันการเงินยังมีความกังวลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงกับสถาบันการเงิน ดังนั้น ภายใต้กฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้สถาบันการเงินมั่นใจในการปล่อยกู้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีจะต้องเปิดเผยข้อมูลบริษัทอย่างโปร่งใสและมีระบบบัญชีที่ได้มาตรฐานเพื่อสร้างความมั่นใจด้วย

ทางด้าน นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า ถ้ากฎหมายนี้ผ่านจะถือเป็นความโชคดีของเอสเอ็มอีที่จะมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เพราะขณะนี้เอสเอ็มอีจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

ขณะที่นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ โดยที่ผ่านมาสินค้าคงคลัง หรือความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีกฎหมายรองรับให้นับเป็นหลักประกันเงินกู้ได้ แต่กฎหมายฉบับนี้จะทำให้มั่นใจในการปล่อยกู้และทำให้ต้นทุนการปล่อยสินเชื่อลดลง ปัจจุบันกฎหมายดังกล่าวทุกประเทศในเอเชียถูกนำมาใช้นานแล้วทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย และกัมพูชา

นายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มองว่ากฎหมายฉบันนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องติดตามในทางปฏิบัติว่าเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ธนาคารพาณิชย์จะตีราคาหลักประกันเหมาะสมเพียงใด โดยเฉพาะลูกค้าเอสเอ็มอี

ที่มา.เนชั่น

“พาณิชย์” คืนความสุขให้คนไทย จัดธงฟ้า 400 ครั้งช่วยลดค่าครองชีพ

กรมการค้าภายในเตรียมจัดงานธงฟ้า ช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน กระจายจัด 400 ครั้งในพื้นที่อำเภอต่างๆ พร้อมจัดงานวันพาณิชย์ ระหว่าง 21-24 ส.ค. ณ เมืองทอง รวบรวมของดีราคาถูกมาไว้ด้วยกัน 

นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทางกรมการค้าภายใน เตรียมจะมีการจัดงานธงฟ้าจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภคราคาต่ำกว่าท้องตลาดเพิ่มขึ้นจากปกติอีก 400 ครั้ง โดยจะกระจายไปตามอำเภอต่างๆ และเข้าร่วมกับงานคืนความสุขให้ประชาชนในที่ต่างๆ ให้ทั่วถึงประชาชนในท้องถิ่น เพื่อเป็นการดูแลค่าครองชีพ และคืนความสุขให้ประชาชน อีกทั้งในเดือนสิงหาคม จะมีการจัดงานวันพาณิชย์ขึ้น ระหว่างวันที่ 21-24 สิงหาคมนี้ ที่อิมแพคเมืองทองธานี และตลอดทั้งเดือนจะร่วมกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีก และห้างสรรพสินค้าจัดมหกรรมลดราคาครั้งใหญ่ สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าโดยรวมในขณะนี้ ยังอยู่ในภาวะปกติโดยสินค้ากลุ่มอุปโภค บริโภคบางชนิด มีการปรับราคาลดลง เช่นเนื้อหมูราคาปรับลดลงแล้วหลังฝนตก และปัญหาโรคในหมูที่น้อยลง ราคาไข่ไก่ลดลง ซึ่งเรื่องของราคาไข่ไก่จะต้องมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิดด้วย เพราะหากราคาต่ำมากจะกระทบกับผู้เลี้ยงรายย่อยได้ส่วนผักและผลไม้สด มีการปรับราคาสูงขึ้น ลดลงตามฤดูกาล ในขณะที่สินค้าอื่นๆยังได้รับความร่วมมือทั้งจากผู้ผลิต และผู้ประกอบการห้างค้าปลีกในการตรึงราคาสินค้า

ทั้งนี้ยังได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการจัดโครงการธงฟ้าราคาประหยัดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมกับบริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัดจัดงานมหกรรมสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดในท็อป ซูเปอร์ และซูเปอร์คุ้ม ในเขตชุมชน 43 สาขาทั่วประเทศลดราคาสินค้าจำเป็น ระหว่างวันที่ 2-15 กรกฎาคมนี้ด้วย

น.ส.ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กล่าวว่า ทางบริษัทเซ็นทรัลฟู้ด รีเทลได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดงานธงฟ้าราคาประหยัดในท็อป ซูเปอร์และซูเปอร์คุ้มในพื้นที่ชุมชน 43 สาขาทั่วประเทศ และยังได้มีการร่วมมือในการจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จตามเมนูแนะนำ ในศูนย์อาหาร (ฟู้ดคอร์ท) 37 แห่ง โดยกำหนดให้ทุกร้านมี 1 เมนูแนะนำจำหน่ายจานละ 35 บาทอีกด้วยส่วนกำลังซื้อของประชาชนในขณะนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีประชาชนมีการจับจ่ายเพิ่มมากขึ้นทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสที่ดีในระยะยาวอีกทั้งยังมีการออกโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นกำลังซื้ออย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ที่มา.เนชั่น

สสวท.ผุดไอเดียเสนอ คสช.ตั้งกระทรวงเอสเอ็มอี

นายก สสวท.เตรียมนำตัวแทนผู้ประกอบการ 5 ภาคเข้าพบปลัดอุตฯ หาบทสรุปตั้งสภาเอสเอ็มอี ชี้รูปแบบเป็นลักษณะเดียวกับสภาอุตสาหกรรม ผุดไอเดียเสนอ คสช.ตั้งกระทรวงเอสเอ็มอี

นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สสวท.) เปิดเผยว่า วันที่ 2 ก.ค.นี้จะนำตัวแทนเอสเอ็มอีทั้ง 5 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ใต้ กลาง และตะวันออก เข้าประชุมร่วมกับนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงผู้บริหารกระทรวงฯ เพื่อหารือการจัดตั้งสภาเอสเอ็มอี หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกันกับหน่วยงานมาแล้ว 3 ครั้ง

ทั้งนี้ รูปแบบการตั้งสภาเอสเอ็มอี ได้ร่างโครงสร้างกรอบการทำงานรวมถึงกฎหมายรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นโครงสร้างจะไม่ต่างจากสภาอื่นๆ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หรือสภาหอการค้าไทย ที่จะมีประธาน มีรองประธานดูแลด้านต่างๆ รวมถึงมีสภาเอสเอ็มอีกระจายตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ จะนำเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อไป และถ้ามีความเป็นไปได้ ต้องการตั้งกระทรวงเอสเอ็มอีขึ้นมาดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ

ที่มา.ข่าวสด

เปิดแล้ว “มหกรรมชี้ช่องรวย” ชูตอบทุกความต้องการ SMEs

รินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเพิลมีเดีย จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทฯ ได้จัดงานนี้ขึ้น โดยรวบรวมทุกความต้องการของ SMEs ไม่ว่าจะเป็นช่องทางอาชีพแก่ผู้สนใจ ตลอดจนเป็นแหล่งความรู้ และเงินทุนในการสร้างอาชีพ ฯลฯ โดยเป็นความร่วมมือของทั้งภาครัฐ อย่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงภาคเอกชน ธนาคารพาณิชย์ เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคาารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

ทั้งนี้ ภายในงานมีทั้งการออกบูทของผู้ประกอบการ SMEs รวมกว่า 250 บูท อีกทั้งมีกิจกรรมที่ปรึกษา แหล่งทุน การสร้างเครือข่ายธุรกิจ อบรม-สัมมนา พร้อมโมเดลธุรกิจให้เลือกชอป โดยจัดเต็มพื้นที่ MCC Hall เดอะมอลล์ บางกะปิ ตั้งแต่ 26-29 มิถุนายน 2557

“เราคาดหวังว่างานมหกรรมชี้ช่องรวย 2014 จะเป็นทางออกสำหรับ SMEs จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับ SMEs มากว่า 13 ปีของพีเพิลมีเดีย เราเข้าใจความต้องการของ SMEs ที่ต้องการที่พึ่งทั้งในด้านที่ปรึกษา แหล่งเงินทุน โอกาสทางธุรกิจหลากหลาย การเข้าถึงแหล่งข้อมูลหรือสารประโยชน์สำหรับธุรกิจ ภายในงานนี้เราหวังช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย และกระตุ้นให้ SMEs กลับมาเติบโต ทั้งการเกิดผู้ประกอบการใหม่จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 ราย และกระตุ้นการลงทุนในประเทศไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท” ณรินณ์ทิพกล่าว

ที่มา.ผู้จัดการ

จัดประกวดโลโก้โชวห่วยไทย ใช้การันตีค้าปลีกคนไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดประกวดออกแบบโลโก้โชวห่วยไทย เพื่อใช้เป็นสื่อกลางประชาสัมพันธ์บ่งบอกว่าเป็นร้านค้าปลีกของคนไทย เปิดรับสมัครถึงวันที่ 30 มิ.ย.นี้ ประกาศผลในวันที่ 9 ก.ค. 

น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่า กรมฯ ได้จัดโครงการประกวดการออกแบบสัญลักษณ์โชวห่วย (Chohoey Mascot) โดยจะนำผลงานชนะการประกวดมาใช้เป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมกิจกรรมการค้าและการตลาดของกลุ่มเครือข่ายธุรกิจค้าส่งค้าปลีกเพื่อให้เป็นที่จดจำและสร้างการยอมรับให้แก่ผู้บริโภคที่เมื่อเห็นสัญลักษณ์นี้แล้วก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นร้านโชวห่วยของคนไทย

“ในปัจจุบันมีร้านโชวห่วยของคนไทยอยู่ทั่วไปหมด ทั้งในหมู่บ้าน ตลาดสด ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ แต่กลับไม่มีโลโก้ที่ทำให้ผู้บริโภครับรู้ได้ชัดเจนว่าเป็นร้านโชวห่วยของคนไทย ไม่เหมือนกับร้านสะดวกซื้อชื่อดัง เช่น เซเว่น อีเลฟเว่น แฟมิลี่มาร์ท โลตัสเอ็กซ์เพรส มินิบิ๊กซี ที่พอเห็นสัญลักษณ์ก็รู้ว่าเป็นร้านค้าปลีก ดังนั้น โครงการนี้จะสร้างสัญลักษณ์ที่จะทำให้ผู้บริโภคเห็นสัญลักษณ์แล้วรู้ว่าเป็นร้านค้าปลีกของคนไทยทันที โดยมาจากสัญลักษณ์ที่ชนะการประกวด” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากล่าว

สำหรับการประกวดครั้งนี้เปิดโอกาสให้แก่เยาวชน ตั้งแต่นักเรียนระดับมัธยมปลายและนักศึกษาระดับอาชีวศึกษาทั่วประเทศส่งผลงานเข้าประกวด โดยสามารถส่งผลงานได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน ผลงานที่ชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษา 1 แสนบาท และมีรางวัลชมเชย 3 รางวัลได้ทุนการศึกษารางวัลละ 1 หมื่นบาท ซึ่งจะประกาศผลในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้

นอกจากนี้ กรมฯ ได้ร่วมกับสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ผู้ผลิต ผู้แทนจำหน่าย และร้านค้าส่งค้าปลีกทั่วประเทศจัดกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจค้าส่งค้าปลีกครั้งที่ 4 ภายใต้ชื่องาน “ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม” โดยมีร้านค้าส่งเข้าร่วม 50 ราย ร้านค้าปลีก 500ราย นำสินค้าที่จำหน่ายในร้านมาลดราคาขายในลักษณะ ลด แลก แจก แถมให้ประชาชนเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1-31 กรกฎาคม 2557

“เดิมทีกรมฯ กำหนดจะจัดงานในเดือนกันยายน 2557 หลังจากที่ปีนี้ได้จัดครั้งแรกไปแล้วเมื่อเดือนเมษายน 2557 แต่นโยบายของ คสช.ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาทางช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนกรมฯ ก็เลยเลื่อนการจัดงานขึ้นมาเป็นเดือน ก.ค.แทน โดยรอบนี้คาดว่าจะมีร้านค้าส่งเข้าร่วมประมาณ 50 ราย ร้านค้าปลีก 500 ราย ตั้งเป้ายอดขายประมาณ 500 ล้านบาท” น.ส.ผ่องพรรณกล่าว

สำหรับสินค้าที่จะนำมาจำหน่ายผ่านร้านค้าส่งและค้าปลีกส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค โดยกลุ่มสินค้าอาหาร เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช น้ำพริกเผา ซอสปรุงรส และสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร เช่น โฟมล้างหน้า แป้งหอมเย็น สบู่เหลว ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน ยากันยุง น้ำหอม เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

ที่มา.เนชั่น

ส่งแมวมองเฟ้นหาสินค้า SMEs เข้าร้าน “7-11” ตั้งเป้าขายทะลุ 5,500 ล้าน

บมจ.ซีพี ออลล์ จับมือกรมการค้าฯ เดินสายเสริมแกร่งเอสเอ็มอี ครั้งที่ 22 ณ เมืองกาญจน์ ย้ำพร้อมเปิดโอกาสนำสินค้าเอสเอ็มอีเข้าขายในร้าน ด้วยการส่งแมวมองออกเฟ้นหาสินค้าเด่นมีนวัตกรรมจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ คาดยอดขายสินค้าเอสเอ็มอีในร้าน “เซเว่น อีเลฟเว่น” ปีนี้โต 25% ทะลุ 5,500 ล้านบาท

นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการเป็นประธานเปิดงานสัมมนา “ทำโชห่วยให้รวยอย่างยั่งยืน” จัดโดย บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้าน “เซเว่น อีเลฟเว่น” กรมการค้าภายใน หอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี และสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย ณ จังหวัดกาญจนบุรี ว่า กรมฯ และ บมจ.ซีพี ออลล์ จัดกิจกรรมให้ความรู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะภาคค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการจัดสัมมนาเช่นนี้มาอย่างต่อเนื่องกว่า 4 ปีแล้ว โดยครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 22 แล้ว

สำหรับการจัดโครงการดังกล่าว เพื่อถ่ายทอดความรู้จากธุรกิจขนาดใหญ่สู่เอสเอ็มอี ทั้งด้านการตลาด การบริหารเงินทุน การบริหารสต๊อกสินค้า การใช้เทคโนโลยีช่วยพัฒนาธุรกิจค้าปลีก การบริหารบุคลากร ฯลฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ด้านนายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้าน “เซเว่น อีเลฟเว่น” กล่าวว่า ปัจจุบันเซเว่น อีเลฟเว่น มีจำนวนสาขากว่า 7,800 แห่งทั่วประเทศ โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญคือ การหาสินค้าใหม่ๆ เข้ามาขายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นเสมอ โดยเฉพาะสินค้าใหม่ดังกล่าวทางเซเว่น อีเลฟเว่นจะเน้นให้เป็นสินค้าจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นหลัก เพื่อเปิดโอกาสแก่เอสเอ็มอีให้มีช่องทางตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเสมอ

ทั้งนี้ ปัจจุบันสินค้าของเอสเอ็มอีที่เข้าขายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น กับผ่าน 7 Catalog รวมกว่า 9,800 รายการ และยังต้องการเพิ่มสัดส่วนเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากทางผู้ประกอบการจะสามารถนำสินค้ามาเสนอแล้ว อีกด้านบริษัทมีทีมงานออกไปแสวงหาสินค้าของเอสเอ็มอี รวมถึงโอทอปที่มีศักยภาพจากทั่วประเทศด้วย นอกจากนั้น ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทยในการเป็นตัวกลางนำเสนอสินค้าของเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพเข้ามาขายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น โดยในปี 2556 มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนำสินค้าเข้าขายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นกว่า 504 ราย จำนวนสินค้ากว่า 6,800 รายการ คิดเป็นมูลค่ายอดขายกว่า 4,400 ล้านบาท ส่วนปีนี้ (2557) ตั้งเป้ายอดขายสินค้าของเอสเอ็มอีในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นจะมีมูลค่ากว่า 5,500 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 25% จากปีที่ผ่านมา (2556)

ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าที่มีโอกาสและเหมาะสมในการขายในร้าน 7-11 ประกอบด้วยกลุ่มอาหารสด และอาหารแปรรูป สินค้าเกษตรแปรรูป กลุ่มความงามและสุขภาพ ซึ่งเอสเอ็มอีที่จะได้รับการพิจารณาต้องให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และความสะอาด

นายสุวิทย์กล่าวด้วยว่า สำหรับเอสเอ็มอีที่สนใจนำสินค้ามาขายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สามารถติดต่อกับบริษัทได้หลายช่องทาง เช่น เว็บไซต์ หรือทางโทรศัพท์ ฯลฯ โดยขอให้เอสเอ็มอีเตรียมพร้อมในเรื่องของคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ซึ่งทางเซเว่นอีเลฟเว่น จะมีทีมงานเข้าไปช่วยพัฒนาด้วยเพื่อให้สินค้าของท่านสามารถเข้ามาขายในร้านฯ ได้

ที่มา.เนชั่น

คืนความสุขให้ SMEs “กนอ.” ชงมาตรการอุ้ม

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีระยะสั้น ประกอบด้วย การยกเว้นค่าบริการอนุญาตตั้งโรงงานระยะเวลา 1 ปี การยกเว้นค่าบริการอนุญาตก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรมระยะเวลา 1 ปี และการยกเว้นค่าบริการในการออกหนังสือรับรอง ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยเรียกความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศไทยได้ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นส่งเสริมการลงทุน โดยจะเสนอให้คณะกรรมการ กนอ.พิจารณาอีกครั้ง

นอกจากนี้ ระหว่างเดือน ต.ค. 56-มี.ค. 57 ได้ดำเนินการให้คำปรึกษา แนะนำด้านการลงทุนให้นักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุนในนิคมฯ ซึ่งเป็นนักลงทุนที่เดินทางมาจากต่างประเทศทั้งทวีปยุโรปและเอเชีย โดยนักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเป็นนักลงทุนหลักที่ให้ความสนใจการประกอบกิจการในนิคมฯ และกลุ่มนักลงทุนจากยุโรป และจีนมีแนวโน้มที่ให้ความสนใจสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบกิจการในนิคมฯ มากขึ้น โดยนักลงทุนยุโรปจะเน้นไปทางธุรกิจพลังงาน และรีไซเคิลซึ่งเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบของไทย ขณะที่นักลงทุนจากจีนจะเน้นการผลิตและการขายในตลาดไทย และนักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเน้นไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขายในประเทศและเพื่อการส่งออก สำหรับศักยภาพของทำเลที่ตั้ง ส่วนใหญ่ให้ความสนใจในพื้นที่บริเวณใกล้กรุงเทพฯ และอีสเทิร์นซีบอร์ด และที่ผ่านมา กนอ.ได้มีการเตรียมพื้นที่นิคมฯ หลายแห่ง ทั้งในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรองรับนักลงทุนที่เข้าลงทุนในประเทศไทย

ที่มา.ข่าวสด

สถาบันสิ่งทอปลุกกระแสเส้นใยธรรมชาติรับเทรนด์สีเขียว

สถาบันสิ่งทอ” ผลักดันสิ่งทอไทยสู่ Thai Eco fiber ปลุกกระแสนำวัสดุเหลือทิ้งจากธรรมชาติทำเป็นผ้าผืน สร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ รับเทรนด์เพื่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต 

นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สถาบันฯ สิ่งทอเร่งผลักดันอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่ Thai Eco fiber นำใบสับปะรด ต้นกัญชง และเศษริมไหม วัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรและอุตสาหกรรม มาถักทอเป็นผ้าผืนต้นแบบและนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมูลค่าส่งออกเส้นใยธรรมชาติของไทยในปี 2013 มีมูลค่า 26.38 ล้านเหรียญสหรัฐ (24,353.65 ล้านบาท) ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 จากปีก่อน ในขณะที่การส่งออกเส้นใยสังเคราะห์มีมูลค่า 642.56 ล้านเหรียญสหรัฐ (5,731.65 ล้านบาท) ขยายตัวลดลงร้อยละ 4.55 ชี้ให้เห็นถึงความต้องการบริโภคเส้นใยธรรมชาติมีมากขึ้น โดยตลาดส่งออกที่สำคัญคือ จีน ด้านการนำเข้าเส้นใยธรรมชาตินั้นมีมูลค่า 795.82 ล้านเหรียญสหรัฐ (30,085.49 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 6.76 ส่วนเส้นใยสังเคราะห์นำเข้า 187.20 ล้านเหรียญสหรัฐ (5,731.84 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 2.62

นางสุทธินีย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2557 สถาบันฯ สิ่งทอได้ดำเนินงานโครงการต่างๆ ภายใต้งบสนับสนุนจากหลายภาคส่วน แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1. กลุ่มโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอจากวัฒนธรรม เช่น โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องแต่งกายมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ 2. กลุ่มโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอปด้านสิ่งทอ และ 3. กลุ่มการพัฒนาโครงการในด้านเส้นใย เช่น โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วยเส้นใยต้นแบบและออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอเทคนิค เป็นต้น

นางสุทธินีย์กล่าวต่อว่า ทิศทางของอุตสาหกรรมต่างๆ จะปรับแนวทางและเป้าหมาย เน้นการใช้วัสดุที่ทำจากพืชและวัสดุเหลือทิ้ง โดยเฉพาะจากภาคการเกษตรมากขึ้น สถาบันฯ สิ่งทอจึงได้เร่งดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบภาคการเกษตรด้วยการพัฒนาเส้นใยธรรมชาติสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อวิจัยและพัฒนาสร้างความหลากหลายของเส้นใย ลดการพึ่งพาฝ้ายซึ่งนำเข้าสูงถึงร้อยละ 95 ของปริมาณการใช้ฝ้ายในประเทศ รวมทั้งตอบสนองความต้องการของตลาดรักษ์โลกที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความตื่นตัวในการใช้สิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทางสถาบันฯ ได้จัด 3 โครงการ คือ 1. ศึกษาแนวโน้มของนวัตกรรมการพัฒนาเส้นใยธรรมชาติเพื่อส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยรวบรวมและพัฒนาเป็นองค์ความรู้เพื่อสร้างฐานข้อมูลให้แก่ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมได้นำไปใช้ในอนาคต 2. พัฒนาเส้นใยจากวัตถุดิบภาคการเกษตรเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนา 3 เส้นใยสู่ผ้าผืน คือ สับปะรด ใบสับปะรด กัญชง และเศษริมไหม และ 3. ประกวดงานออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Creative Textiles Award 2014) ซึ่งมีผู้ส่งผลงานประกวดกว่า 101 ผลงาน จากนั้นคัดเลือกให้เหลือ 20 ผลงานก่อนนำไปสู่การประกวดในรอบชิงชนะเลิศและประกาศผลในช่วงปลายเดือนกันยายน 2557

ที่มา.ผู้จัดการ

เคอร์ฟิว! เซเว่นฯ ไม่กระทบยอดขาย สั่ง SMEs ป้อนสินค้าเท่าเดิม

ผู้บริหารเซเว่น เผยปิดเคอร์ฟิว 7 ชั่วโมง ไม่กระทบยอดขาย แต่พนักงานอาจเหนื่อยเพิ่มขึ้น เหตุลูกค้าแห่ซื้อสินค้าก่อนร้านปิด รับยังไม่คิดแผนรองรับเหตุเคอร์ฟิวระยะยาว เชื่อไม่ยืดเยื้อ พร้อมสั่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีป้อนสินค้าคงเดิม ไม่ลดกำลังการผลิต 

นายบัญญัติ คำนูณวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ห้ามประชาชนออกจากเคหะสถาน ตั้งแต่เวลา 22.00-05.00 น. ทำให้ทางร้านสะดวกซื้อ “เซเว่น อีเลฟเว่น” ต้องสั่งปิดร้านในช่วงเวลาด้วยเช่นกันรวมระยะเวลาทั้งสิ้น 7 ชั่วโมง ซึ่งจากคำสั่งดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายของทางร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศแต่อย่างใด เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่จะเข้ามาซื้อสินค้าก่อนเวลาปิดทำการ ทำให้ยอดขายในช่วงนั้นสามารถนำมาชดเชยกับช่วงเวลาที่ปิดให้บริการได้

“ช่วง 7 ชั่วโมงที่เราปิดเซเว่น ไม่ส่งกระทบต่อยอดขายแต่อย่างใด รวมถึงสาขาที่อยู่ตามจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย แต่ในช่วงก่อนปิดร้านพนักงานอาจต้องทำงานหนักขึ้น เพราะลูกค้าจะเข้ามาซื้อสินค้าก่อนร้านปิด ซึ่งทางเซเว่นเชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ยืดเยื้อ ส่วนพนักงานที่ทำงานกะดึก งานก็จะเบาลง เพียงแค่จัดเตรียมสินค้าให้พร้อมก่อนเปิดร้านในช่วงเช้าเท่านั้น” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าว

ส่วนด้านผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าส่งให้กับทางเซเว่น ยังไม่มีคำสั่งลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากยอดขายของทางร้านยังเท่าเดิม ขณะที่ด้านการขนส่งสินค้า ทางผู้บริหารเซเว่นกลับมองวิกฤตเป็นโอกาสที่แม้จะต้องขอใบอนุญาติขนส่งสินค้าในช่วงการประกาศเคอร์ฟิว แต่การขนส่งสะดวกขึ้นจากการจราจรบนท้องถนนที่มีจำนวนรถน้อยมาก

อย่างไรก็ตามนายบัญญัติ เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ ซึ่งผู้บริหารเซเว่น รับยังไม่ได้มีการหารือวางแผนรองรับในระยะยาว พร้อมแสดงความขอบคุณลูกค้าที่แสดงความเป็นห่วงร้านเซเว่นเข้ามาในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค พร้อมทั้งแสดงรูปภาพหลอกล้อในเชิงขำขันเกี่ยวกับการปิดร้านสะดวกที่เคยเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา.เนชั่น