สถาบันอาหาร จัดงานใหญ่โชว์ศักยภาพอุตฯ อาหารพร้อมแข่งสากล

สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม จัดใหญ่ “NFI OPPORTUNITY DAY AND FOOD LEADER PARTY 2014” โชว์ศักยภาพงานให้บริการของสถาบันอาหารตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหาร เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมอาหาร SMEs เข้าถึงงานบริการ พร้อมการแข่งขันบนเวทีโลก

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “โอกาสของอุตสาหกรรมอาหารไทยในปี2558” ในงาน “NFI OPPORTUNITY DAY AND FOOD LEADER PARTY 2014” ว่า การพัฒนาของอุตสาหกรรมอาหารมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศเติบโตมาจากการเป็นประเทศเกษตรกรรม ประเทศไทยมีผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมอาหารประมาณ 110,000 ราย คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของจำนวนสถานประกอบการทั้งหมด โดยแยกเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงร้อยละ 0.5 และ SMEs ร้อยละ 99.5 ก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 8 แสนคน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของการจ้างงานจากทุกประเภทกิจการ ในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่มีทักษะร้อยละ 54 โดยเฉลี่ยอุตสาหกรรมอาหารมีมูลค่าผลผลิตรวม 1.6 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนร้อยละ 18 ของมูลค่าผลผลิตจากภาคอุตสาหกรรมทั้งประเทศ โดยผลผลิตที่สำคัญ 5 อันดับแรกคือ กลุ่มข้าวและธัญพืช รองลงมาคือกลุ่มสินค้าประมง มีสัดส่วนใกล้เคียงกันประมาณร้อยละ 17.7 อันดับต่อมา คือกลุ่ม เครื่องดื่ม น้ำมันและไขมันพืช และ เนื้อสัตว์ ตามลำดับ

ทั้งนี้ปัจจุบันไทยยังคงพึ่งพิงการส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบอาหาร ส่วนสินค้าอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มภาคเกษตร มีสัดส่วนส่งออกเพียง 45.3% แต่แนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 43.3% ในช่วงปี 2546-2550 สำหรับตลาดส่งออกอาหารที่สำคัญยังคงตลาดหลักหรือตลาดเดิม โดยมีตลาดอาเซียนเพิ่มความสำคัญมากขึ้น มีสัดส่วนเป็นร้อยละ 21.1 ของมูลค่าส่งออก รองลงมาคือ ตลาดญี่ปุ่น มีสัดส่วนร้อยละ 14.2 ตลาดสหภาพยุโรป ร้อยละ 11.7 สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 11.3 ตลาดที่มีความสำคัญมากขึ้นอีกตลาดคือ จีน มีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 10.5 การส่งออกอาหารของไทยมีการกระจายตัวไปตลาดใหม่มากขึ้น ส่วนแบ่งตลาดอาหารไทยในตลาดโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามในปี 2558 ธนาคารโลก และ IMF ต่างมองว่าเศรษฐกิจของโลกจะมีทิศทางการเติบโตที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีนี้ โดยคาดว่าอัตราเติบโตของ GDP จะอยู่ที่ร้อยละ 4 เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่คาดว่าน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 3.4 โดยมีแรงขับเคลื่อนที่สำคัญคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่าจะมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3

ด้านนายเพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า อาเซียนนับเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก เนื่องจากข้อได้เปรียบพื้นฐานในด้านทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหาร และมีแรงงานจำนวนมากเพียงพอ และยังเป็นตลาดการบริโภคตลาดใหม่ที่มีความน่าสนใจ ในปี 2556 อาเซียนมีสัดส่วนมูลค่าการค้าอาหารในตลาดโลกอยู่ที่ร้อยละ 6.8 และคาดว่าในปี 2559 จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7.3 ของมูลค่าตลาดประมาณ 827 พันล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของตลาดโลกซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 5.7 และพบว่า อาเซียนมีบทบาทในการส่งออกอาหารสู่ตลาดโลกสูงถึงประมาณร้อยละ 9.6 ซึ่งเป็นลำดับ 3 รองจาก สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา

“จากแนวโน้มดังกล่าว จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ไทยจะขยายตลาดสินค้าอาหารเข้าสู่อาเซียนได้มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพียงร้อยละ 10 หรือในราว 200,000 ล้านบาท ของมูลค่านำเข้าอาหารทั้งหมดในอาเซียนที่มีอยู่ราว 2 ล้านล้านบาท หากมีเป้าหมายและแนวนโยบายในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารจากทุกภาคส่วน ซึ่งสถาบันอาหารมองว่าเป้าหมายการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดอาเซียนที่ร้อยละ 30 ภายใน 5 ปี เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย โดยในปี 2020 จะมีรายได้จากการส่งออกอาหารไปอาเซียนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท จากมูลค่าตลาดอาเซียนที่คาดว่าจะสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท” ผอ.สถาบันอาหาร กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา.ข่าวสด

เปิดมหกรรมส่งเสริมเกษตรฯ กระตุ้นสู่มิติใหม่

เปิดแล้ว “มหกรรมส่งเสริมการเกษตรและวิสาหกิจชุมชน 2557” ปักธงถ่ายทอดความรู้การทำเกษตรมิติใหม่ จัดระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน 2557 ณ ฮอลล์5 เมืองทองธานี

นายชวลิต ชูจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมส่งเสริมการเกษตรและวิสาหกิจชุมชน 2557” ว่า งานดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมการเกษตรมิติใหม่ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยให้นักส่งเสริมการเกษตรเป็นแกนหลัก ผ่านระบบส่งเสริมการเกษตรมิติใหม่ หรือ MRCF System ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเตรียมเข้าทำงานในพื้นที่ โดยเน้นใช้ข้อมูลแผนที่ ประสานงานและให้บริการเกษตรกร ด้วยการสื่อสารข้อมูลระยะไกล ใช้วิธีจัดเวทีชุมชนในการทำงานร่วมกับเกษตรกร เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักต้องการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยสู่เกษตรกร รวมถึงพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้เกิดความแข็งแกร่ง โดยมีนักส่งเสริมการเกษตรในฐานะ “ผู้จัดการเกษตรในพื้นที่” และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในการผลักดันเกษตรมิติใหม่

สำหรับงานดังกล่าวจัดระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน 2557 ณ ฮอลล์5 เมืองทองธานี แบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1.การจัดนิทรรศการการส่งเสริมการเกษตร 2.การจัดแสดงระบบส่งเสริมเกษตร MRCF และ3. กิจกรรมฝึกอาชีพทางการเกษตร นอกจากนั้น ยังมีการขายสินค้าราคาถูกจากเกษตรทั่วประเทศ กว่า 100 บูท

ที่มา.ผู้จัดการ

ตั้งเป้า Thailand Industry Expo คนแห่ร่วมทะลุ 2 แสน

ก.อุตฯ เปิด Thailand Industry Expo 2014 ตั้งแต่วันที่ 26-31 ส.ค. ณ อาคารชาลเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งเป้ามีผู้เข้าชมงานกว่า 2 แสนคน 

นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดงาน Thailand Industry Expo 2014 “ซื้อของไทย ใช้ของดี SMEs ยั่งยืน คืนความสุขให้ประชาชน” ตั้งแต่วันนี้ (26) ไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2557 ณ อาคารชาลเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี เพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งเนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมครบรอบ 72 ปี

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หน่วยงานหลักในการจัดงานตั้งเป้าหมายว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,500 ราย และมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 200,000 คน พร้อมรับนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เดินหน้าคืนความสุขให้ประชาชน ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั่วไป และเพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยและผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ และ SMEs วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตสินค้า OTOP

พร้อมกันนี้ ยังเป็นการแสดงถึงความพร้อมของไทยที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาค และพร้อมก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC โดยการจัดงานแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกแสดงสินค้า อีกส่วนจัดการประชุมสัมมนา Workshop สำหรับผู้ประกอบการใหม่ หรือผู้ที่ต้องการสร้างอาชีพ และกิจกรรมบันเทิงตลอดงาน

นอกจากนี้ ภายในบริเวณจัดงานจัดสรรพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (Royal Pavilion) ในฐานะผู้ทรงเป็นนักพัฒนาด้านการพัฒนาอาชีพและเสริมสร้างวิสาหกิจชุมชน เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทย รวมถึงแนวพระราชดำริและองค์ความรู้ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และยังมีโซนนิทรรศการของกระทรวงอุตสาหกรรมอีกด้วย
ที่มา.ข่าวสด

ผลโพลชี้ภาษาจีนแซงหน้าอังกฤษ นักธุรกิจแห่เรียน

ศูนย์วิจัย ม.ธุรกิจบัณฑิตย์เผยนักธุรกิจต่างชาติแห่เรียนภาษาจีนแซงหน้าภาษาอังกฤษ หวังสร้างความได้เปรียบเจรจาธุรกิจจีนกว่า 200 ล้านคน พร้อมรับศึกษานักท่องเที่ยวแดนมังกร

นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยถึงผลสำรวจนักลงทุนต่างชาติ 5 ประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยเกี่ยวกับเศรษฐกิจประเทศไทย พบว่า จากประสบการณ์ของนักธุรกิจต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในไทยเกิน 1 ปี มองว่าภาษาที่มีความสำคัญที่สุดต่อการทำธุรกิจในประเทศไทยและเชื่อมโยงกลุ่มประเทศเอเชียคือภาษาจีน รองลงมาเป็นภาษาอังกฤษ, ภาษาญี่ปุ่น และภาษาอินโดนีเซียหรือมลายู เป็นต้น เพราะปัจจุบันมีนักธุรกิจจีนที่ไปลงทุนในต่างประเทศทั่วโลกมากถึง 200 ล้านคน และมีตลาดรองรับการจำหน่ายสินค้าไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านคน

“นักธุรกิจ 5 ประเทศที่มาลงทุนในไทยที่ได้สำรวจ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และมาเลเซีย ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็ให้ความสำคัญต่อภาษาจีนมากขึ้น ซึ่งมีทั้งการส่งลูกน้องไปเรียนภาษาเพิ่ม การรับพนักงานที่มีความรู้ด้านภาษาจีน และการส่งให้ลูกหลานไปเรียนภาษาเพื่อมาใช้ในการทำธุรกิจในอนาคต โดยการเรียนก็ต้องเรียนควบคู่กันไปกับภาษาอังกฤษ เพราะหากพูดภาษาจีนได้นักธุรกิจจีนจะให้ความสำคัญในการทำธุรกิจง่ายขึ้น” ผอ.ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์กล่าว

ขณะเดียวกันยังพบว่า ที่ผ่านมานักธุรกิจของจีนจำนวนมากก็ได้ส่งทายาทมาเรียนภาษาและหนังสือในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนักธุรกิจจีนมองว่าประเทศไทยจะเป็นแกนกลางของอาเซียนในการทำธุรกิจหลังจากที่มีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แสดงให้เห็นว่านักธุรกิจต่างชาติแสดงความเชื่อมั่นถึงทิศทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 57 และปี 58 พบว่า นักลงทุนต่างชาติ 5 ประเทศได้ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 57 เฉลี่ยที่ระดับ 2.71% ซึ่งนักธุรกิจจีนจะมีมุมมองที่ดีสุด โดยประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัวถึง 2.78% และปี 58 ขยายตัวเฉลี่ยที่ 3.58% โดยนักธุรกิจมาเลเซียประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจไทยมากสุดที่ 3.63%

ที่มา.ข่าวสด

งานศิลปาชีพประทีปไทยฮอต! เพียง 3 วันยอดขายทะลุ 270 ลบ.

กรมการพัฒนาชุมชนเผยงานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี ยอดขาย 3 วันทะลุ 270 ล้านบาท เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย อาหาร มาแรงคนกระหน่ำชอป เชื่อได้อานิสงส์วันหยุดยาวช่วงวันแม่

นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า งาน “ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี” ครั้งที่ 3 “นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย … มีอะไรมากกว่าที่คุณคิด” ครั้งนี้ เป็นการจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่าและสินค้าโอทอป ซี่งจะเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่สินค้าทางภูมิปัญญาไทย สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการโอทอป ในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคต

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมการพัฒนาชุมชนได้ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์โอทอปให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ผ่านมาแล้ว 3 วัน โดยงานนี้ตรงกับช่วงที่มีวันหยุดยาวในเทศกาลวันแม่ มีประชาชนเข้ามาเที่ยวชมงาน ซื้อสินค้ากันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะสินค้าเสื้อผ้า และเครื่องแต่งกาย อาหาร และที่จัดไว้ในโซนของ OTOP ชวนชิม ทําให้มียอดขายสินค้าภายในงาน 270 ล้านบาท

โดยสินค้าขายดีคือ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย, อาหาร, ของใช้ ของตกแต่ง, สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร, ของดี 77 จังหวัด OTOP ชวนชิม และสินค้าประเภทอื่นๆ โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-19 สิงหาคม 2557 เวลา 10.00-21.00 น. ณ อาคารชาลเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี

ที่มา.ผู้จัดการ

พช.ชวนเที่ยวชอป “งานศิลปาชีพประทีปไทยฯ” 11-19 ส.ค.นี้

กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย คืนความสุข คืนกำไรให้คนไทยทั้งชาติ ด้วยการจัด “งานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี” ครั้งที่ 3 “นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย…มีอะไรมากกว่าที่คุณคิด” พร้อมร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงช่วยเหลือราษฎรให้มีอาชีพ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อการอนุรักษ์ และส่งเสริมศิลปะฝีมือ ภูมิปัญญาของคนไทยอันเป็นแม่แบบขยายเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จัดในวันที่ 11-19 สิงหาคม 2557 เวลา 10.00-21.00 น. ณ อาคารชาลลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี 

ภายในงานจะได้พบกับ ลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มูลนิธิชัยพัฒนา จิตรลดา จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีความละเอียดสวยงาม ที่แสดงออกให้เห็นถึงที่สุดของฝีมือด้านศิลปะอันเป็นเลิศของไทย ตื่นตาตื่นใจกับเส้นทางสายนวัตกรรม พบกับสินค้าภูมิปัญญาคนไทยกว่า 2,000 ร้านค้า อาหารอร่อยสี่ภาค และกิจกรรมอื่นๆ มากมาย อาทิ OTOP ชวนชิม อิ่มอร่อยจุใจกับอาหารดังจากทั่วฟ้าเมืองไทย ทั้งเหนือ กลาง อีสาน ใต้ หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OVC) และ OTOP เยาวชน การจำลองบรรยากาศหมู่บ้าน 4 ภาค การแสดงเพลงกล่อมลูก 4 ภาค ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เพื่อเป็นสีสันต้อนรับเทศกาลวันแม่ OTOP Smile ตลาดนัด ภูมิปัญญา ราคายิ้มได้ การสร้างสีสันจากดาราและบุคคลผู้มีชื่อเสียง จากคู่แม่ลูกศิลปิน เป็นต้น

ที่มา.มติชน

‘แบงก์ชาติ’ ห่วง “เอสเอ็มอี” เสี่ยงเป็นหนี้เน่าสูง

ธปท.เผยสถานการณ์หนี้เสียในระบบช่วง Q2 ปรับตัวดีขึ้น แจงความเชื่อมั่นภาคธุรกิจฟื้น และภาครัฐเตรียมลงทุน ขณะที่ SMEs ยังตกเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดหนี้สูงได้มาก เพราะเงินทุนน้อย สายป่วนสั้น รวมถึงเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก 

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยว่า ขณะนี้ภาพรวมสถานการณ์หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับตัวดีขึ้นหรือมีอัตราการขยายตัวเอ็นพีแอลลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2557 โดยล่าสุดในไตรมาส 2 พบว่า การเพิ่มขึ้นเอ็นพีแอลลดลงอยู่ที่ 3,801 ล้านบาท จากไตรมาสแรกยอดเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 1.41 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส เนื่องจากปัจจุบันความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจดีขึ้น ขณะที่ภาครัฐมีการลงทุนและใช้จ่ายเริ่มออกมาชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างการจ่ายเงินที่ค้างชาวนาจากโครงการรับจำนำข้าวเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเอ็นพีแอล กลุ่มที่ห่วงมากที่สุด คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นกลุ่มที่อ่อนไหวมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากสายป่านสั้นและเงินทุนน้อย ซึ่งอาจจะมีปัญหาขาดสภาพคล่องได้ ขณะเดียวกัน การปล่อยสินเชื่ออุปโภคบริโภคก็มีปัญหาเอ็นพีแอลค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมวดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ แม้อัตราการเติบโตสินเชื่อประเภทนี้จะชะลอลง แต่เริ่มโผล่ยอดเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น

ล่าสุดในไตรมาส 2 ของปีนี้ พบว่า ยอดคงค้างเอ็นพีแอลในระบบมีทั้งสิ้น 2.85 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.29% ของสินเชื่อรวมจากไตรมาสก่อน มียอดคงค้างเอ็นพีแอล 2.81 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.26% และระยะเดียวกัน ปีก่อนมียอดคงค้าง 2.65 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.21% โดยไตรมาสนี้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มียอดคงค้างมากที่สุด 3.26 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.56% ของสินเชื่อรวม รองลงมาธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 2.10 หมื่นล้านบาท หรือ 1.08% อันดับสามธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 1.43 หมื่นล้านบาท หรือ 0.77%

ที่มา.มติชน

ม.เกษตรฯ จัดงาน Thailand LAB 2014 ทางออกอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัยสู่ตลาดโลก

สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงาน Thailand LAB 2014 งานแสดงสินค้า และประชุมนานาชาติ ด้านเทคโนโลยี เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และ ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 4 ที่จัดขึ้นวันที่ 17-19 กันยายน ที่ EH101-102 ไบเทค บางนา 

นางพัชรี ตั้งตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องอาหารจำนวนมาก ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบคุณภาพมาตรฐาน สุขลักษณะและสิ่งแวดล้อมโรงงานตามหลักเกณฑ์มาตรฐานสากล และการให้บริการด้านการตรวจสอบรับรองโรงงานมีข้อจำกัด ซึ่งยังไม่มีการดำเนินงานในลักษณะเชิงพาณิชย์ สินค้าส่งออกของไทยยังคงมีปัญหาในการปนเปื้อนของสารเคมีตกค้าง ทั้งในส่วนของสารกำจัดแมลงและวัชพืช (Pesticide/ Herbicide) ยาปฏิชีวนะ (Veterinary Drug) สารปรุงแต่งอาหาร (Food Additive) นอกจากนั้นยังคงมีปัญหาในด้านของการแสดงข้อมูลบนฉลากสินค้า รวมถึงเชื้อจุลินทรีย์ และโรคระบาดสัตว์

ทั้งนี้ ด้านการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรและอาหารของไทยยังคงขาดการวิจัยและพัฒนาในการกำหนดมาตรฐานในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารทั้งระบบ (Food Chain) อีกทั้งยังขาดข้อมูลอ้างถึงทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Data) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการเจรจาทางการค้า และขาดสถาบันที่ทำหน้าที่เป็น Consortium ในการสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Support) อยู่จำนวนมาก

ดังนั้นงาน Thailand LAB 2014 งานแสดงสินค้า และประชุมนานาชาติ ด้านเทคโนโลยี เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 4 ที่จัดขึ้นวันที่ 17-19 กันยายน ที่ EH101-102 ไบเทค บางนา นั้น จะเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรได้ข้อมูล และทางออกในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ และนำมาใช้ในช่องทางขยายตลาดต่างประเทศต่อไป

สำหรับงาน Thailand LAB 2014 ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เข้าร่วมและเปิดประชุมระดับนานาชาติ ในหัวข้อที่กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรต้องรู้และได้ประโยชน์สูงสุดคือ การประชุมสัมมนาในหัวข้อ “Keep Abreast on Global Food Safety Issue and Regulations” การรู้เท่าทันปัญหาด้านความปลอดภัยอาหารทั่วโลก ซึ่งจัดประชุมสัมมนาโดยศูนย์วิจัยนวัตกรรมอาหารและบริการที่ปรึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในวันที่ 17 กันยายน 2557 เวลา 13.00-16.00 น. ที่ห้อง 102A

ในวันที่ 19 กันยายน 2557 ช่วงเช้า 09.00-12.00 น. สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประชุมสัมมนาในหัวข้อ “Food Allergen Derection by Elisa Technique” ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับสารก่อภูมิแพ้อาหาร และ เทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์สารก่อภูมิแพ้อาหารด้วยเทคโนโลยีการผลิตชุดทดสอบสารก่อภูมิแพ้ด้วยเทคนิค ELISA และในวันเดียวกัน วันที่ 19 กันยายน 2557 เวลา 09.00-17.00 น. สถาบันอาหารจัดประชุมสัมมนาเรื่อง “Add Value and Strengthen Food Safety with the Ability Laboratory International Standard ISO/IEC 17025 บทบาทของสถาบันอาหารต่อการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารไทย ด้วยความสามารถของห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025” , “How to Read and Interpret the Results of the Calibration Certificate : วิธีการอ่านและตีความใบรับรองผลการสอบเทียบเครื่องมือ” , “Shelf Life Extension of Food Products: การยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหาร” , “The Nutritional to Add Value to the Nutrition Label on Food Products : การแสดงคุณค่าทางโภชนาการ ด้วยฉลากโภชนาการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร”

ลงทะเบียนเข้าชมงานและฟังสัมมนาล่วงหน้าได้ที่ www.thailandlab.com สอบถามข้อมูลได้ที่ 0-2670-0900 Ext. 201-209

ที่มา.ข่าวสด

กสอ.ดัน SMEs ใช้ไอทีแนวใหม่ฟรี! เพิ่มศักยภาพธุรกิจ

กสอ. ดัน SMEs ใช้ไอทีเสริมแกร่งผ่าน Cloud Computing ชูไอทีแนวใหม่ให้ SMEs ใช้ฟรีต่อเนื่อง พร้อมกระตุ้นผู้ประกอบการไทยตื่นตัว ล่าสุดจัดงาน “ECIT: SMEs Solutions Day 2014 มิติใหม่แห่งการใช้ IT เพื่อขับเคลื่อน SMEs ไทยสู่ระดับสากล” ตั้งเป้าปี 57 SMEs ใช้ไอดีช่วยธุรกิจกว่า 900 ราย

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญในการผลิตที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในหลายๆ ด้าน เช่น ระบบการผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง การบริหารการเงินและบัญชี การบริหารบุคคล การบริหารฐานข้อมูลลูกค้า หรือเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ริเริ่มโครงการ ECIT เป็นโครงการต่อเนื่อง 7 ปี (ปี 2552-2558) เพื่อกระตุ้นให้ SMEs ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการงานต่างๆ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนของกิจการ

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานโครงการ ECIT ในปีงบประมาณ 2556 ที่ผ่านมามี SMEs เข้าร่วมโครงการจำนวน 1,600 กิจการ และ 1,500 คน โดยใช้งบประมาณจำนวน 35,000,000 บาทในการดำเนินกิจกรรม ปรากฏว่าสามารถช่วยให้ SMEs มีผลิตภาพและประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น สามารถประเมินผลเป็นจำนวนเงินที่ SMEs ได้จากการเพิ่มผลิตภาพ, ประหยัดต้นทุนการนำระบบไอทีมาใช้, รายได้ที่เพิ่มขึ้น, ลงทุนที่เพิ่มขึ้น และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 148 ล้านบาท

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมยังกล่าวต่อว่า หลังจากที่ได้ผลักดัน Cloud Computing จนประสบความสำเร็จ ในปี 2557 นี้จะมีการเพิ่มความเข้มข้นมากกว่า 5 ปีที่ผ่านมา โดยวางเป้าหมายให้ครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใน SMEs ระดับล่างมากขึ้น ซึ่งในปีนี้โครงการฯ ได้รับงบประมาณราว 30 ล้านบาท ตั้งเป้าส่งเสริม SMEs ใช้ไอทีในกิจการจำนวน 900 กิจการ และคาดการณ์ว่าจะสามารถช่วย SMEs ที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มผลิตภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านไอทีเพื่อใช้ในกิจการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

ที่มา.ข่าวสด

ประสานเสียงหนุน พ.ร.บ.หลักประกันธุรกิจ อุ้ม SMEs ถึงแหล่งทุน

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การออกร่างพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจเป็นการสร้างหลักประกันใหม่ นอกเหนือจากการจำนองและค้ำประกัน โดยให้สามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นหลักประกันได้ โดยไม่ต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันแก่ผู้ปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้น้อย เนื่องจากสถาบันการเงินยังมีความกังวลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงกับสถาบันการเงิน ดังนั้น ภายใต้กฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้สถาบันการเงินมั่นใจในการปล่อยกู้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีจะต้องเปิดเผยข้อมูลบริษัทอย่างโปร่งใสและมีระบบบัญชีที่ได้มาตรฐานเพื่อสร้างความมั่นใจด้วย

ทางด้าน นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า ถ้ากฎหมายนี้ผ่านจะถือเป็นความโชคดีของเอสเอ็มอีที่จะมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เพราะขณะนี้เอสเอ็มอีจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

ขณะที่นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ โดยที่ผ่านมาสินค้าคงคลัง หรือความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีกฎหมายรองรับให้นับเป็นหลักประกันเงินกู้ได้ แต่กฎหมายฉบับนี้จะทำให้มั่นใจในการปล่อยกู้และทำให้ต้นทุนการปล่อยสินเชื่อลดลง ปัจจุบันกฎหมายดังกล่าวทุกประเทศในเอเชียถูกนำมาใช้นานแล้วทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย และกัมพูชา

นายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มองว่ากฎหมายฉบันนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องติดตามในทางปฏิบัติว่าเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ธนาคารพาณิชย์จะตีราคาหลักประกันเหมาะสมเพียงใด โดยเฉพาะลูกค้าเอสเอ็มอี

ที่มา.เนชั่น