เอสเอ็มอีแบงก์เปิดตัวสินเชื่อ “Smile Factoring” เสริมสภาพคล่อง SMEs

เอสเอ็มอีแบงก์ออกแคมเปญสินเชื่อโครงการ “Smile Factoring” วงเงิน 3,000 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้มีเงินทุนหมุนเวียนในธุกิจ โดยรับซื้อหนี้การค้า 80% ของมูลหนี้ที่รับโอนสิทธิ์ เริ่มวันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2557

นางสาวปาริฉัตร เหล่าธีระศิริวงศ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกโครงการสินเชื่อ Smile Factoring วงเงินรวม 3,000 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs เสริมสภาพคล่องธุรกิจในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้ประกอบการทำธุรกิจมีปัญหาเงินจมจากการส่งสินค้าและยังไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากคู่ค้าได้ ทำให้ขาดสภาพคล่องเงินหมุนเวียนในกิจการ และมีสายป่านไม่เพียงพอที่จะต่อยอดธุรกิจ สินเชื่อ Smile Factoring จะเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่สามารถต่อทุนให้กิจการสามารถเดินหน้าไม่สะดุด

สำหรับสินเชื่อ Smile Factoring ของเอสเอ็มอีแบงก์จะรับซื้อลูกหนี้การค้าที่รับโอนสิทธิ์จากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยของรัฐ เอกชนแปรรูปจากระบบราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยสัดส่วนการรับซื้อสินเชื่อหลังส่งมอบงาน หรือหลังส่งมอบสินค้าสูงสุดไม่เกิน 80% ของมูลหนี้ที่โอนสิทธิ์ ตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับไม่เกิน 180 วัน ทั้งนี้ สินเชื่อดังกล่าวธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ MFR+1% ต่อปี และลูกค้าเดิมธนาคารให้กรณีพิเศษคิดค่าวิเคราะห์โครงการเพียง 50% ของค่าธรรมเนียมปกติ

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อใช้บริการสินเชื่อ Smile Factoring ดังกล่าวของธนาคาร ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 หรือติดต่อได้ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือโทร. 1357

ที่มา.ผู้จัดการ

กสอ.ปั้นแรงงานฝีมือป้อนอุตสาหกรรมฟอกหนัง การันตีจบมามีงาน

กสอ.จับมือหน่วยงานพันธมิตร เร่งปั้นแรงงานฝีมือป้อนอุตสาหกรรมฟอกหนัง ป้องปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือ และเตรียมเปิด AEC ระบุผู้ร่วมโครงการทุกราย หลังจบการันตีมีงานรองรับอย่างแน่นอน

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า หลังเข้าสู่ AEC จะก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีมากขึ้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ SMEs จะขาดแคลนบุคลากรที่เป็นแรงงานฝีมือ หรือช่างฝีมือ ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง

หนึ่งในนั้น คือ อุตสาหกรรมเครื่องหนังและรองเท้า ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างรายได้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมฟอกหนังของไทย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ เชื่อมโยงไปสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งปัจจุบัน อุตสาหกรรมนี้ ยังคงมีปริมาณการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ปัจจุบันมีโรงงานฟอกหนังประมาณ 180 แห่ง สามารถผลิตหนังฟอกได้ประมาณ 15,000 ตันต่อปี มีแรงงานประมาณ 8,000 คน ซึ่งปัญหาประการหนึ่งคือด้านการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือทั้งบุคลากร และนักออกแบบที่มีคุณภาพ ทำให้ไม่เพียงพอต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิต

ทาง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) จึงร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมฟอกหนังไทย และวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ ในการเร่งพัฒนาบุคลากรเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมฟอกหนัง โดย กสอ. มีบทบาทในการสนับสนุนและประสานงานระหว่างสมาคมอุตสาหกรรมฟอกหนังกับสถานศึกษา ส่วนสมาคมอุตสาหกรรมฟอกหนังไทย ทำหน้าที่เป็นสถานปฏิบัติงานให้แก่นักศึกษา และรับนักศึกษาเข้าทำงานเมื่อจบการศึกษา ส่วนวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการทำหน้าที่ในการผลิตบุคลากรจากสาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมฟอกหนัง โดยผู้เรียนจะได้เรียนเชิงทฤษฎีประมาณ 2 วัน และฝึกงานในโรงงาน 3 วัน ทั้งนี้ นักศึกษาที่ผ่านการฝึกงานในโรงงานต่าง ๆ เมื่อจบการศึกษาแล้วการันตีได้ว่าจะมีงานรองรับอย่างแน่นอน โดยตั้งเป้าผลิตบุคลากรได้ปีละไม่ต่ำกว่า 50 คน

สำหรับผู้ประกอบการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไปสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา 1 ส่วนพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องเรือน และสวนพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องหนัง โทรศัพท์ 0 2367 8288 และ 0 2367 8253 หรือเข้าไปที่ http://bisd.dip.go.th/ หรือต้องการเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ของกรมฯ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0 2202 4414 – 18 หรือเข้าไปที่ www.dip.go.th

ที่มา.เนชั่น

Facebook สบช่องขยายตลาดเจาะเอสเอ็มอีไทย

นายแอร์โรว์ กัว หัวหน้ากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มบี (SMBs) กลุ่มประเทศจีน (ไต้หวัน ฮ่องกง) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ โดยมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมากถึง 24 ล้านคนต่อเดือน และ 16 ล้านคนเข้ามาเล่นเฟซบุ๊กทุกวัน ขณะที่ 13 ล้านคนเล่นเฟซบุ๊กผ่านมือถือ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย แต่ขณะเดียวกันกลับพบผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยใช้ช่องทางการทำตลาดผ่านเฟซบุ๊กยังมีไม่มากนัก

“จากการสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยพบว่ายังมีการใช้ช่องทางโฆษณาสินค้าผ่านเฟซบุ๊กยังน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนเอสเอ็มอีที่มีเป็นจำนวนมาก จึงถือเป็นโอกาสดีที่เฟซบุ๊กจะได้สนับสนุนภาคธุรกิจให้ได้รับประโยชน์จากการใช้แพลตฟอร์มต่างๆ อย่างเต็มที่ และสามารถใช้การโฆษณาในการสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั้งจากหน้าจอพีซีหรือผ่านมือถือ ซึ่งเป็นการตลาดแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้นสามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานและกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน” นายแอร์โรว์กล่าว

อย่างไรก็ตาม มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วโลกที่ใช้เฟซบุ๊กในการเปิดตัวสินค้าให้เป็นที่รู้จักประมาณ 25 ล้านราย โดยมีประมาณมากกว่า 1 ล้านรายที่ใช้โฆษณาบนเฟซบุ๊ก สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจวิธีการใช้ให้ประสบความสำเร็จสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/business

ที่มา.เนชั่น

ชี้ ศก.เกียร์ถอย ส่งสัญญาณ SMEs หนี้เน่าเพิ่ม

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณาปรับลดเป้าสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จากเดิมที่คาดว่าจะโต 9-11% เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวชัดเจน จากผลกระทบจากการเมือง ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น และจับจ่ายน้อยลง

นายพัชรระบุด้วยว่า การเติบโตของสินเชื่อจะเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวม หากเศรษฐกิจโตก็จะทำให้สินเชื่อโตตาม และในขณะเดียวกัน หากเศรษฐกิจชะลอตัวก็มีความเป็นไปได้ที่หนี้เสียจะเพิ่มขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ทางกสิกรฯ ยังตั้งเป้าคุมหนี้เสีย (NPL) จากสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้ให้อยู่ที่ 2.85-2.89% ซึ่งคาดว่ายังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก เนื่องจากความสามารถในการจ่ายหนี้ของลูกค้าเริ่มลดลง เนื่องจากสัญญาณจากการที่ลูกค้ามาขอยืดหนี้มากขึ้น แต่ยังมั่นใจว่าไม่กระทบอัตราการเติบโตรายได้รวมของเอสเอ็มอีที่ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 14%

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะส่งผลให้ดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศกลับมาได้ รวมถึงภาคท่องเที่ยวจะได้อานิสงส์ด้วย

ที่มา.ข่าวสด

เผย 4 กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี เหมาะลุยตลาดออนไลน์

นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED)กล่าวว่า จากเทรนด์ธุรกิจดิจิตอลที่กำลังเติบโตอย่างสูง ทาง ISMED ต้องการเสริมศักยภาพให้แก่เอสเอ็มอี สามารถเข้าสู่โลกการค้าระหว่างประเทศด้วยดิจิตอล

ทั้งนี้ ISMED ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำตลาดผ่านออนไลน์ จัดเวิร์กชอปให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภายใต้ชื่อว่า “SMEs Global Connect” ที่จะเป็นโมเดลธุรกิจดิจิตอล ในการเจาะตลาดผ่าน CYBER Marketing

นายสุวรรณชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับ CYBER Marketing เหมาะอย่างมากสำหรับเอสเอ็มอี ประกอบด้วย 1. ผลิตภัณฑ์แฟชั่น 2.ผลิตภัณฑ์สปาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 3. ผลิตภัณฑ์อาหารว่างและผลไม้แปรรูป และ 4.ผลิตภัณฑ์สีเขียว ซึ่งมีกลุ่มประเทศเป้าหมายในการส่งสินค้าไปทำตลาด ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อ ค่าใช้จ่าย 5,000 บาท เรียนซ้ำได้ภายใน 6 เดือน รับจำนวนรุ่นละ 60 ราย

ที่มา.ข่าวสด

 

กสอ.ชี้สำรวจ SMEs เข้าสู่ AEC พบ ผปก.มีความพร้อมด้านการเงินต่ำสุดเพียงร้อยละ 4

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เผยผลสำรวจความพร้อม SMEs ในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ด้านการผลิตมีความพร้อมสูงสุดถึงร้อยละ 37 รองลงมาคือสินค้ามีความพร้อมร้อยละ 23 ส่วนด้านบุคลากรมีความพร้อมร้อยละ 13 การตลาดร้อยละ 12 ด้านบริหารจัดการร้อยละ 11 ปิดท้าย การเงินมีความพร้อมน้อยที่สุด เพียงร้อยละ 4 ด้าน กสอ. เตรียมอัดฉีดด้านความรู้เต็มที่ผ่านการจัดเวทีสัมมนาทั่ว ปท. ล่าสุดที่ จ.เพชรบุรี

นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ว่า จากการสำรวจข้อมูลของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกับกรมฯ ในปี 2556 เกี่ยวกับความมั่นใจต่อการเข้าสู่ AEC พบว่า ด้านการผลิต มีผู้ประกอบการมั่นใจที่จะเข้าสู่ AEC ถึงกว่าร้อยละ 37 โดยมีเครื่องจักรอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาตรฐานสากล รองลงมาคือ ด้านสินค้า มีการพัฒนาให้มีความหลากหลาย มีคุณภาพ สามารถจัดเก็บได้นาน และเป็นที่รู้จัก ทำให้ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการฯ มีความมั่นใจที่จะเข้าสู่ AEC ถึงกว่าร้อยละ 23 ด้านบุคลากร มีการพัฒนาแรงงานให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ มีคุณภาพ และมีความชำนาญ ทำให้ SMEs มีความมั่นใจที่จะเข้าสู่ AEC ได้ร้อยละ 13

ส่วนด้านตลาด สามารถพัฒนาให้มีฐานลูกค้าในประเทศที่มั่นคง มีห่วงโซ่อุปทาน มีการตลาดเชิงรุก และมีการศึกษาข้อมูลการตลาดต่างประเทศ สร้างความมั่นใจต่อผู้ประกอบการในการเข้าสู่ AEC ร้อยละ 12 สำหรับในด้านการบริหารจัดการ มีระบบบริหารที่มีคุณภาพสากล และมีศักยภาพในการกระจายสินค้า ทำให้ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการฯ มีความมั่นใจที่จะเข้าสู่ AEC ร้อยละ 11 และสุดท้ายในด้านการเงิน พัฒนาให้มีความพร้อมในด้านการเงินการลงทุน สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ และไม่มีหนี้สินคงค้าง สร้างความมั่นใจให้แก่ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้เพียงร้อยละ 4

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจทั้งเชิงรุก และเชิงรับให้แก่ธุรกิจของตนเอง ทั้งในด้านคุณภาพของสินค้าซึ่งมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ กสอ.ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีกว่า 2.7 ล้านรายทั่วประเทศ จึงได้เร่งดำเนินการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเพื่อรองรับ AEC ไม่ว่าจะเป็นด้านการลงทุน แรงงาน กลยุทธ์การตลาด การเจรจาธุรกิจ มาตรฐานสินค้า กฎ ระเบียบและข้อบังคับ จึงได้กำหนดจัดสัมมนาและบรรยายพิเศษ เรื่อง “เพิ่มศักยภาพภาคอุตสาหกรรมรุก AEC” เพื่อเป็นเวทีถ่ายทอดองค์ความรู้ แนวทางการเตรียมความพร้อม และแผนงานการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องเร่งรัดพัฒนา รวมถึงกลไกที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้ผู้ประกอบการ SMEs มากยิ่งขึ้น

ด้าน นายบรรเทิง นวมภักดี ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า อุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรีมีศักยภาพสูงในการประกอบกิจการ ทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ และการเพาะปลูก โดยมีโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 700 โรงงาน มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) กว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงสุดคือ อุตสาหกรรมอาหาร และเกษตรแปรรูป รองลงมาคือ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม การแปรรูปโลหะ พลาสติก และโอทอป ตามลำดับ สินค้าที่ผลิตส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อส่งออกทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น น้ำตาลโตนด กล้วย สับปะรด และอาหารทะเลตากแห้ง เป็นต้น

ที่มา.มติชน

พาณิชย์ตั้งเป้าส่งออกสินค้าแฟชั่นโต 5% หนุนจัดงาน BIFF&BIL 2014 สุดตัว

นางดวงกมล เจียมบุตร รองอธิบดีกรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยทิศทางตลาดส่งออกสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังของไทย ว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นและเครื่องหนังไทยมีแนวโน้มการเติบโตดีขึ้นทุกปี โดยปี 2556ที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกมีมูลค่า 9,223.67 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าประเภทผ้าผืนและเส้นด้ายมีมูลค่าสูงสุด คือ 2,525.26 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 9.85% รองลงมาเป็นเครื่องนุ่งห่ม และสิ่งทออื่นๆ ส่วนสินค้าเครื่องหนัง เครื่องใช้ในการเดินทางและรองเท้า มีมูลค่าส่งออก 1,741.08 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่ม 3.36% โดยคาดว่าในปี 2557 ตัวเลขการส่งออกสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนังจะขยายตัวตามเป้าคือ 5%

“อุตสาหกรรมแฟชั่น เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนังถือเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สร้างรายได้แก่ประเทศไทยในอันดับต้นๆ โดยเฉพาะผ้าผืน มีการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากกระบวนการผลิตของไทยมีความครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยังปลายน้ำ รวมถึงยังคำนึงถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ตลาดยุโรป อเมริกา ให้การตอบรับดี โดยเฉพาะเครื่องนุ่งห่มที่ไทยยังเป็นฐานการผลิตหลักอยู่จากคุณภาพเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าว

ดังนั้นเพื่อเป็นการผลักดันให้สินค้าแฟชั่น เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนังของไทย ให้เข้มแข็งและเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากขึ้น ทางกรมฯ จึงจัดงานแสดงสินค้าแฟชั่นและงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง 2557 หรือ Bangkok International Fashion Fair and Bangkok International Leather Fair 2014 (BIFF&BIL 2014) ขึ้นเพื่อเป็นเวทีแสดงสินค้าระดับนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ในอาเซียน และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นและเครื่องหนังในภูมิภาค โดยมีบูทจัดแสดงสินค้า 700 คูหา คาดจะมียอดคำสั่งซื้อไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท มีผู้เข้าชมงาน 6,000 ราย

สำหรับไฮไลท์การจัดงานครั้งนี้ จะเน้นการพัฒนารูปแบบงานให้มีความเป็นสากลมากขึ้น จากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น ประเทศในกลุ่มอาเซียน ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ไต้หวัน ยุโรป และสหรัฐอเมริกาพร้อมโชว์นวัตกรรมสิ่งทอใหม่ๆ ได้แก่ เส้นใยทอละเอียดเพื่องานสิ่งทอคุณภาพสูงรองรับการผลิตสินค้าแฟชั่นแบรนด์ชั้นนำของโลก การพัฒนาเส้นใยธรรมชาติจากตะไคร้ กล้วย สับปะรด และการฟอกย้อมโดยใช้วัสดุธรรมชาติไม่ใช้สารเคมี รวมถึงการฟอกย้อมแบบไม่ใช้น้ำ

นอกจากนี้ในส่วนของเครื่องหนัง ยังเชิญผู้เชี่ยวชาญจากอิตาลี อาทิ Mr.Giorgio Cannara นายกสมาคมเครื่องหนังอิตาลี, Mr.Roberto Ricci ผู้กำหนดเทรนด์ในงานแสดง Lineapelle และงานแสดงเครื่องหนัง Mipel เป็นต้น ที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการที่อยู่ในวงการนี้ และผู้ที่กำลังจะเข้าสู่ธุรกิจแฟชั่น

สำหรับงานBIFF&BIL 2014 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 มีนาคม 2557 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-2 เมืองทองธานี แบ่งเป็นวันเจรจาธุรกิจ 12-14 มีนาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. ส่วนวันจำหน่ายปลีก 15-16 มีนาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.

ที่มา.เนชั่น

กสอ.ยกภาคเหนือฮับเซรามิกอาเซียน

กสอ.ประกาศยุทธศาสตร์พัฒนาเอสเอ็มอี เน้นเสริมความรู้ลงทุน AEC พร้อมมองแนวโน้มอุตสาหกรรมก่อสร้าง และเซรามิกทางเหนือโอกาสเติบโตสูง ตั้งเป้าผลักดันเป็นฮับเซรามิกแห่งอาเซียน 

นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของ กสอ.ที่มุ่งพัฒาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ด้วยโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม หรือ คพอ. (Entrepreneurship Development Program : EDP) ที่เป็นการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs รายเดิมให้มีความรู้ มีทักษะในการประกอบการ สามารถบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้เพิ่มเติมความรู้เรื่อง AEC ให้เข้มข้นมากขึ้นเพื่อรองรับการเข้าสู่ AEC ซึ่งปัจจุบันยังพบว่ามีผู้ประกอบการร้อยละ 48.14 จาก 2.7 ล้านราย ยังขาดความเข้าใจว่าธุรกิจของตนมีโอกาสหรือต้องเริ่มต้นลงทุนอย่างไรใน AEC

สำหรับโครงการดังกล่าวจะฝึกอบรมใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การเสริมสร้างลักษณะของผู้ประกอบการที่มีความสามารถและมีธรรมาภิบาล 2. การบริหารธุรกิจยุคใหม่ 3. การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุน และ 4. ความรู้เรื่องการจัดตั้งธุรกิจ โดยคาดว่าในปี 2557 จะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อีกกว่า 450 ราย และสามารถสร้างยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ผู้ผ่านการฝึกอบรมโครงการ คพอ.ทุกรายยังสามารถเป็นสมาชิกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 8,700 รายทั่วประเทศ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจได้เป็นอย่างดี

นางอรรชกากล่าวด้วยว่า กสอ.ยังเผยข้อมูลอุตสาหกรรมในภาคเหนือ ซึ่งเป็นที่น่าจับตามองเนื่องจากมีการค้าชายแดนที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมไม้และเครื่องเรือน อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมโลหะและอโลหะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมก่อสร้างที่มีจำนวนสถานประกอบการกว่า 3,000 แห่ง ซึ่งคาดว่าปีนี้มีแนวโน้มภาพรวมจะขยายตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการค้าชายแดนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMV

ดังนั้น กสอ.ตั้งเป้าให้ภาคเหนือเป็นศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ครบครันและสมบูรณ์แบบที่สุดในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อสร้างจุดขายให้แก่สินค้าอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกระเบื้องเซรามิกให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์กระเบื้องเซรามิกที่มีคุณภาพดีที่สุดในอาเซียน ด้วยเหตุนี้จึงควรเร่งในการพัฒนาและให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับการดำเนินธุรกิจ

ที่มา.ผู้จัดการ

กรมวิทย์เดินหน้าขนงานวิจัยต่อยอด OTOP ประเดิม “เป่าแก้ว” จ.นนทบุรี

กรมวิทยาศาสตร์บริการ เดินหน้าพัฒนาผู้ประกอบการโอทอป หวังนำงานวิจัยเทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถ ตามยุทธศาสตร์ประเทศ โดยล่าสุดลงพื้นที่ “ศูนย์เป่าแก้ว ประยุกต์ศิลป์ จังหวัดนนทบุรี” นำเทคโนโลยี แผงวงจรอิเลกทรอนิกส์ มาใส่ในงานเป่าแก้วรูปม้า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสการขายใหม่ 

น.ส.เสาวณี มุสิแดง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้มีแผนผลักดันการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงสู่ชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตามยุทธศาสตร์ประเทศ โดยได้ดำเนินโครงการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า OTOP ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถและขยายศักยภาพทางการค้า

โดยที่ผ่านมา ทางกรมวิทยาศาสตร์บริการได้มีงานวิจัยหลายเรื่อง รวมถึงงานวิจัยด้านแก้ว ซึ่งทางกรมฯ ได้ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านแก้วศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการ จนได้ผลงานวิจัยด้านแก้วที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการ มาพัฒนาช่วยยกระดับคุณภาพและมาตรฐานให้กับผลิตภัณฑ์แก้วของกลุ่มโอทอป ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการโอทอปด้านแก้ว ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในอนาคต

ทั้งนี้ ทางกรมฯ ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่พร้อมจะนำมาต่อยอด พัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอป ให้ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างโอกาสในการขยายกำลังการค้า และโอกาสทางธุรกิจ และสร้างความน่าเชื่อจากผู้บริโภค โดยล่าสุด ทางกรมฯได้ลงพื้นที่พบกลุ่มผู้ประกอบการชุมชน แก้วเป่าประยุกต์ศิลป์ไทย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งได้นำเทคโนโลยีแผงวงจรเสียงอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นงานเป่าแก้วรูปม้าทำให้ ผลิตภัณฑ์เป่าแก้วรูปม้ามีเสียง โดยเป็นที่ชื่นชอบของผู้พบเห็นและสร้างโอกาสการขายให้มากขึ้น

ด้านนายสมชาย น้อยจินดา ผู้ประกอบการแก้วเป่าประยุกต์ศิลป์ไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เริ่มเข้าร่วมโครงการ OTOP ตั้งแต่ปี 2547 สินค้าเป่าแก้วที่สรรค์สร้างขึ้นจะจัดทำในเชิงศิลปวัฒนธรรมสัญลักษณ์ของประเทศไทย เช่น เรือสุพรรณหงส์ เรือพระราชพิธีกระบวนพยุหยาตราชลมารคช้าง ซึ่งจะเห็นว่างานแก้วเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์สามารถสร้างเม็ดเงินได้มาก เป็นงานที่ประณีตทำด้วยมือชิ้นต่อชิ้น ลักษณะลวดลายพัฒนาได้ตลอด

ทั้งนี้ ทางกรมวิทยาศาสตร์บริการมาลงพื้นที่พบผู้ประกอบการ ทำให้รู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้ประกอบการ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนา และยกระดับสินค้าได้ สินค้ารูปแบบใหม่ของกลุ่มเป็นแก้วเป่ารูปม้า นอกจากมีมาตรฐาน มีคุณภาพที่ดีแล้ว เมื่อใส่เทคโนโลยีที่เป็นเสียงม้า ยังสร้างมูลค่าเพิ่ม ลูกค้าให้ความสนใจและประทับใจในสินค้าทำให้มีการสั่งสินค้าเข้ามามาก สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดได้อีกด้วย

ที่มา.ข่าวสด

ท่องเที่ยววิกฤตหนัก กสิกรไทยทุ่ม 2 พันล้านพยุงธุรกิจ

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองในประเทศมากที่สุดธุรกิจหนึ่ง ดังนั้น ธนาคารร่วมมือกับ 3 องค์กรพันธมิตร ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ออกโครงการสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเน้นกลุ่มเอสเอ็มอี 5 ธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจโรงแรมและที่พัก 2. ธุรกิจร้านอาหาร 3. ธุรกิจนำเที่ยวและสปา 4. ธุรกิจบริการรถเช่าและเรือเช่า 5. ธุรกิจขายของฝากและของที่ระลึก โดยให้การสนับสนุนทั้งด้านการเงิน และองค์ความรู้ ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านการเงินด้วยการเตรียมวงเงินไว้ 2,000 ล้านบาท โดยมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อดังนี้ ผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจโรงแรมและที่พัก ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีรายได้แปรผันตามฤดูกาลท่องเที่ยว จะได้รับการสนับสนุนสินเชื่อที่ยืดหยุ่น สามารถเลือกผ่อนชำระสูงในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว และกรณีต้องการลงทุนก่อสร้างใหม่เพื่อขยายธุรกิจ ผ่อนชำระนานสูงสุด 12 ปี ส่วนผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจนำเที่ยวและสปา ธุรกิจบริการรถ-เรือเช่า และธุรกิจขายของฝากและของที่ระลึกมีข้อจำกัดเยอะ เช่น ไม่มีหลักประกัน เนื่องจากสถานประกอบการเป็นที่เช่า สามารถขอได้สูงสุด 5 ล้านบาท หรือธุรกิจที่มีการเดินบัญชีน้อย เนื่องจากเป็นธุรกรรมเงินสด ขอสินเชื่อสูงสุดได้ 10 ล้านบาท และผู้ประกอบการที่หลักประกันไม่เพียงพอต้องการวงเงินมาก สามารถขอได้สูงสุด 3.33 เท่าของมูลค่าหลักประกัน นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ออกมาตรการให้การช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยวทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ด้วยการผ่อนชำระดอกเบี้ยอย่างเดียว ระยะเวลา 6 เดือน และมอบโปรโมชันส่วนลดดอกเบี้ยสูงสุด 2% ขณะเดียวกัน ลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารที่อยู่ในต่างจังหวัด และทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับชาวนา เช่น ค้าขายปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ หรือธุรกิจค้าขายทั่วไป เริ่มมีผลกระทบหลังจากชาวนาไม่ได้รับเงินจำนำข้าวตั้งแต่เดือน ต.ค. 56 เป็นต้นมา ทำให้ไม่มีเงินเข้ามาในระบบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าขายเริ่มสะดุดไม่สามารถชำระหนี้ระหว่างกัน และหากปล่อยทิ้งไว้ก็จะมีปัญหาเครดิตทางการค้า

ที่มา.ช่าวสด