จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ แก้มปริ โตกระฉูด ธุรกิจใหม่ในเครือรุ่ง เข้าประมูลทีวีดิจิตตอล

จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ตอกย้ำความมั่นใจธุรกิจใหม่ โตกระฉูด สัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นเท่าตัว เดินหน้าเต็มที่ธุรกิจ Pay TV และพร้อมเข้าร่วมการประมูลช่องดิจิตอล โชว์อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.94 เท่า

 น.ส.บุษบา ดาวเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มั่นใจในธุรกิจใหม่สามารถต่อยอดธุรกิจเดิมให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งปีนี้เรายังเดินหน้าเต็มที่ในธุรกิจโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมุ่งสร้างสมาชิกลูกค้า Pay TV โดยที่ธุรกิจเดิมยังมีความมั่นคงและเติบโตในระดับที่ไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา

ในไตรมาส 1/2556 บริษัทฯ มีรายได้จากธุรกิจใหม่ ซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจโฮมช็อปปิ้ง และโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เติบโตถึงร้อยละ 77 โดยมีรายได้รวม 374 ล้านบาท ในส่วนของรายได้จากธุรกิจเดิม ซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจเพลง ธุรกิจดิจิตอล ธุรกิจสื่อ ธุรกิจภาพยนตร์ ธุรกิจบริการรับจัดและบริหารกิจกรรม ธุรกิจแอนิเมชั่น และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง มีจำนวน 2,219 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้สูงกว่าปกติ เนื่องจากมีโครงการพิเศษที่มียอดสูง

โดยรายได้จากธุรกิจสื่อมีการเติบโตถึงร้อยละ 14 จากปีก่อน ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของตลาดธุรกิจสื่อ รายได้รวมทั้งหมดของบริษัทฯ ในไตรมาส 1/2556 จำนวน 2,593 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 11 โดยมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่ประมาณร้อยละ 14 เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนร้อยละ 7 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ กำไรจากธุรกิจเดิมอยู่ในระดับที่มีความมั่นคง สำหรับธุรกิจใหม่นั้นบริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการลงทุนในคอนเทนต์จากต่างประเทศที่หลากหลายและมีคุณภาพ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกรูปแบบ ทั้งคอนเทนต์ประเภทกีฬา ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล ได้แก่ Capital One Cup (อังกฤษ) Copa do Brasil (บราซิล) และ Coupe de la Ligue (ฝรั่งเศส) หรือลีกฟุตบอลระดับโลก เช่น Bundesliga (เยอรมัน) Ligue 1 (ฝรั่งเศส) J.League (ญี่ปุ่น) nPower Championships (อังกฤษ) Argentina League (อาร์เจนตินา) และ

Football Brasil (บราซิล) มีให้รับชมครบถ้วน
และคอนเทนต์ประเภทสาระบันเทิง เช่น
Nick Jr., Fox Crime, NAT Geo,
Warner TV รวมถึงภาพยนตร์ชั้น

นำทั้งจากตะวันออกและตะวันตก และคอนเทนต์ใหม่ๆเพื่อให้ผู้ชมได้รับชมแต่ของดี มีคุณภาพ ทั้งหมดนี้เป็นจุดแข็งของ

การลงทุนเพื่อผลักดันให้ธุรกิจ Pay TV ประสบความสำเร็จได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอยู่ในช่วงต้นของการลง ทุนบริษัทฯ จึงมีผลขาดทุนสุทธิเท่ากับ 226 ล้านบาท

บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าผลประกอบการจะค่อยๆ ดีขึ้น
อีกทั้งในช่วงปลายไตรมาส 1/2556 นี้ บริษัทฯ ได้
เปิดตัวกล่องรุ่น HD เข้าสู่ตลาด ทำให้บริษัทฯ มีสินค้าครบถ้วนที่สามารถตอบโจทย์

ผู้บริโภคในทุกกลุ่มเป้าหมาย นั่นคือ กล่องรุ่น Mini สำหรับผู้ที่ต้องการรับชมแค่ช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทั่วไป กล่องรุ่น Smart รุ่นยอดฮิตที่

นอกจากจะสามารถรับชมช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทั่วไปแล้ว ยังสามารถรับชม Pay TV ได้ และกล่องรุ่น HD สำหรับผู้ที่ต้องการความคมชัด เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมทุกช่องรายการ

นอกจากนี้ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ได้รวมตัวผู้ผลิตรายการทีวีชั้นนำของประเทศไทยเพื่อผลิตคอนเทนต์คุณภาพที่ทั้งสดและใหม่ให้กับช่อง ONE ตั้งเป้าให้เป็นสถานีโทรทัศน์ยอดนิยมในใจผู้ชม ภายใต้สโลแกน “ดูทุกที ดีทุกวัน” ด้วยรูปแบบรายการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยเฉพาะ 3 รายการทีวีที่มีเรตติ้งดีที่สุดของช่อง ได้แก่ ซิทคอมเป็นต่อขั้นเทพ ที่ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี รายการวาไรตี้กินเที่ยว Food Prince ที่ออกอากาศทุกวันพุธ และรายการ Naked Show ที่ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์

บริษัทฯ คาดว่าสิ้นปีนี้จะสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ได้อย่างน่าจับตามอง อีกทั้งบริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต ทีวี ดิจิตอล ที่จะจัดขึ้นในไตรมาสที่ 3/2556 นี้ รอเพียงแค่ประกาศจาก กสทช. บริษัทฯ ก็สามารถเดินหน้าธุรกิจดิจิตอลทีวีได้ในทันที

“บริษัทฯ มีแผนการพัฒนาการให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ สำหรับธุรกิจเพลงและธุรกิจดิจิตอล ซึ่งคาดว่าจะพร้อมให้บริการได้ในช่วงปลายปี 2556 โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีแผนการจัดคอนเสิร์ตใหญ่อีกหลายรายการ เช่น พารา ดอกซ์ คอนเสิร์ต ผงาดง้ำค้ำโลก ในเดือน พ.ค. และคอนเสิร์ตของนิวและจิ๋ว เดอะสตาร์ NJ’s Story Concert ในเดือนมิถุนายน เป็นต้น อีกทั้งละครเวทีระดับโลกอย่าง เดอะแฟนธอม ออฟ ดิโอเปร่า ที่จัดแสดงที่เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์” น.ส.บุษบา กล่าว

จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ มีแผนการลงทุนในปี 2556 โดยการใช้เงินทุนจากเงินสดที่มีอยู่และการกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.94 เท่า

ที่มา  หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

‘ไดวา’ เล็งขยายธุรกิจหลังหุ้นพุ่ง

“ไดวา”วางแผนที่ขยายเครือข่ายค้าปลีกขึ้นอีก 50% ภายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หลังหุ้นในตลาดโตเกียวกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยน

หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทไดวา ซีเคียวริตีส์ กรุ๊ป โบรกเกอร์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะขยายเครือข่ายค้าปลีกขึ้นอีก 50% ภายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หลังจากหุ้นในตลาดโตเกียวกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์

นายทาคาชิ ฮิบิโนะ ซีอีโอของไดวา กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็นตลาดที่น่าตื่นเต้นที่สุดในโลก ผลจากการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ที่ทำให้ตลาดหุ้นกลับมาคึกคักอีกครั้ง จนนายฮิบิโนะระบุว่าไม่มีที่ไหนที่มีโอกาสทางธุรกิจดีเท่าในญี่ปุ่นอีกแล้ว

ดัชนีหุ้นนิกเคอิในตลาดโตเกียว ปิดตลาดที่ 15,037.24 จุดเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบเกือบ 5 ปีครึ่ง และพุ่งขึ้นถึง 70% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

แม้แผนขยายเครือข่าย 123 สาขาของไดวายังไม่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากฝ่ายบริหารของโบรกเกอร์รายนี้ แต่นายฮิบิโนะกล่าวว่าไดวาจะเพิ่มสาขาย่อยเป็นหลัก ซึ่งเล็กกว่าและต้นทุนในการดำเนินการถูกกว่าสาขาใหญ่ นอกจากนี้ บริษัทจะเพิ่มการจ้างพนักงานตามสาขาต่างๆ รวมถึงคอลเซ็นเตอร์อีก 50% จากปัจจุบันที่มีอยู่ 4,000 คน

เมื่อเดือนก่อน บริษัทเอสเอ็มบีซี นิกโก ซีเคียวริตีส์ ซึ่งเป็นโบรกเกอร์รายใหญ่อันดับ 3 ของญี่ปุ่น ได้เปิดเผยแผนที่จะเพิ่มสาขาอีก 25 แห่งภายใน 3 ปีข้างหน้า ด้านบริษัทโนมูระ โฮลดิงส์ ผู้นำในอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ ยังไม่ได้เปิดเผยแผนที่จะขยายสาขาทั่วประเทศจาก 180 แห่ง

นายฮิบิโนะมองในแง่บวกว่า นโยบายเศรษฐกิจของนายอาเบะที่มุ่งยุติภาวะเงินฝืดอันจะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นนั้น อาจช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์ทางการเงินในครัวเรือนญี่ปุ่น ซึ่งมีจำนวนรวมแล้วเท่ากับ 15 ล้านล้านดอลลาร์ โดยจะกระตุ้นให้มีการนำเงินจากบัญชีเงินฝาก ไปลงทุนและจับจ่าย

ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เงินบาทปิด 29.75/77 ยังแกว่งแคบ สัปดาห์หน้ารอกนง.-ทิศทางเงินดอลล์

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 29.75/77 บาท/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 29.74/75 บาท/ดอลลาร์ เคลื่อนไหวตามแรงซื้อขายในตลาด ระหว่างวันเงินบาทไปทำโลว์ที่ระดับ 29.70 บาท/ดอลลาร์ และทำไฮที่ระดับ 29.85 บาท/ดอลลาร์

 ”เงินบาทแกว่งตัวในกรอบ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่ชัดเจน ตลาดค่อนข้างบางเลยปรับตัวไปตามแรงซื้อขาย” นักบริหารเงิน กล่าว

นักลงทุนรอดูผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ว่าจะพิจารณาเรื่องการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นอย่างไร

นักบริหารเงิน มองทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้าหากดอลลาร์ยังมีแนวโน้มแข็งค่าอยู่ เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าไปได้เรื่อยๆ หากสามารถทะลุระดับ 29.85 บาท/ดอลลาร์ไปได้ก็มีโอกาสที่จะอ่อนค่าจนแตะที่ระดับ 30.00 บาท/ดอลลาร์

* ปัจจัยสำคัญ

- เงินเยนอยู่ที่ระดับ 102.40/43 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 102.35/37 เยน/ดอลลาร์

- เงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.2885/2886 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.2867/2869 ดอลลาร์/ยูโร

- ดัชนี SET วันนี้ปิดที่ระดับ 1,627.96 จุด เพิ่มขึ้น 10.07 จุด, +0.62% โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 55,303.53 ล้านบาท

- สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ  390.58 ล้านบาท(SET+MAI)

- นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ ก.ล.ต.เผยผลศึกษาของ Morningstar ถึงประสบการณ์การลงทุนในกองทุนรวมของนักลงทุนจำนวน 24 ประเทศทั่วโลกในปี 56 ประเทศไทยจัดอยู่ในระดับ B หรือลำดับที่ 3 รองจากสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เนื่องจากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน เช่น การยกเว้นภาษีส่วนต่างกำไร การให้ลดหย่อนภาษีเงินได้จาการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนได้ผลตอบแทนสูงขึ้น ส่งผลให้การประเมินในหมวดกฎเกณฑ์การกำกับดูแลและภาษีอยู่ระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับหมวดอื่น

- ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานตัวเลขทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของไทย วันที่ 10 พ.ค.56 อยู่ที่ 176.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากวันที่ 3 พ.ค.56 ที่ 177.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ฐานะฟอร์เวิร์ดสุทธิของไทย วันที่ 10 พ.ค.56 อยู่ที่ 23.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับวันที่ 3 พ.ค.56 อยู่ที่ 23.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินสำรองระหว่างประเทศในรูปเงินบาทวันที่ 10 พ.ค.56 อยู่ที่ 5,231.4 พันล้านบาท จาก 5,258.3 พันล้านบาท เมื่อวันที่ 3 พ.ค.56

- นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท.เผยยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือน เม.ย.56 อยู่ที่ 67,641 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือน เม.ย.55 ร้อยละ 22.02 แต่ลดลงจากเดือน มี.ค.56 ร้อยละ 34.16 โดยมีมูลค่าการส่งออก 30,607.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือน เม.ย.55 ร้อยละ 15.43 ทั้งนี้ในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย.56 มียอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 351,607 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 55 ร้อยละ 27.32 โดยมีมูลค่าการส่งออก 156,249.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 55 ร้อยละ 20.86

- นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค.เผยรายได้สุทธิของรัฐบาลในเดือน เม.ย.56 จัดเก็บได้ 127,581 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 10,585 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.0 ส่วนในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556(ต.ค.55-เม.ย.56) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,105,397 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 104,426 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4

- สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน เม.ย.56 อยู่ที่ 92.9 ลดลงจากเดือน มี.ค.56 ซึ่งอยู่ที่ 93.5 โดยเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาท และเป็นการแข็งค่ากว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวน ทำให้การรับคำสั่งซื้อในช่วงนี้เป็นด้วยความยากลำบาก

- นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานส.อ.ท. กล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทมีแนวโน้มปรับตัวแข็งค่าได้อีก เนื่องจากหลายประเทศยังใช้นโยบายเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจของตนเองอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้น ดังนั้นอยากให้ภาครัฐดูแลค่าเงินบาทให้เกิดเสถียรภาพในระยะยาว เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก รวมถึงผู้ประกอบการขนาดเล็กจากปัญหาค่าเงินบาทที่มีความผันผวน

- กระทรวงอุตสาหกรรมจะเชิญสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมเอสเอ็มอี ร่วมหารือ เพื่อรวบรวมผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท เพื่อหามาตรการรองรับผลกระทบ แม้ขณะนี้ค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่ามาอยู่ที่ 29.80 บาท/ดอลลาร์ แต่ยังแข็งค่ากว่าค่าเงินในภูมิภาค และผู้ประกอบการ ยังเป็นห่วงว่า ค่าเงินบาทขณะนี้จะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด

- สำนักข่าวอินโฟเควสท์(IMF) จะส่งคณะทำงานไปยังสเปนในสัปดาห์หน้า เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรายงานการกำกับดูแลภาคการธนาคารของสเปน

- สำนักงานวิสาหกิจระหว่างประเทศของสิงคโปร์ เผยยอดส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่น้ำมันของสิงคโปร์ในเดือน เม.ย.ลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องหลังจากที่หดตัวลง 4.8% ในเดือน มี.ค.ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งมีสาเหตุหลักจากยอดส่งออกสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ที่ลดลง 9% ในเดือน เม.ย.แต่ยังปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ดิ่งลง 17.9%

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

BWG คงเป้ารายได้ปี 56 โต 30% หลังขายงานกำจัด-แปรรูปกากอุตสาหกรรม

นายสุวัฒน์ เหลืองวิริยะ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ. เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG)  เปิดเผยว่า ในปี 56 บริษัทคงเป้ารายได้เติบโต 30%  จากปี 55 ที่มีรายได้ 1,060 ล้านบาท  ซึ่งในไตรมาส  1/56  บริษัทมีรายได้รวม 302  ล้านบาท เติบโต 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

“เชื่อว่าปีนี้จะยิ่งสร้างผลงานได้โดดเด่นกว่าเดิม เนื่องจากโครงการพลังงานทดแทนจากกากอุตสาหกรรม  โดยการคัดแยกและแปรรูปกากอุตสาหกรรมที่บริษัทฯ รับเข้ามากำจัด ไปเป็นเชื้อเพลิงแข็ง (RDF) จำหน่ายให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีระบบใช้น้ำมัน / น้ำมันเตาในการผลิตสินค้า  เพิ่มเติมจากธุรกิจกำจัดกากอุตสาหกรรมที่ทำอยู่เดิม ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลต่อเนื่องให้ผลประกอบการในปี 2556 เติบโตโดดเด่นในทิศทางเดียวกันด้วย” นายสุวัฒน์ กล่าว

สำหรับไตรมาสที่ 1/56 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2556 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 302 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 35.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61%  โดยการเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นของกำไรสุทธิในงวดไตรมาส1/2556  เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ และปริมาณกากอุตสาหกรรม หลังจากที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้น และขยายการให้บริการครบวงจรยิ่งขึ้น ในขณะที่ต้นทุนจากการให้บริการลดลง

ที่มา http://www.ryt9.com/s/iq05/1650451

บาทแข็งเที่ยวนอกพุ่งรูดปรื๊ดโต 26% ส่วนหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นเพียง 6.24%

       ธปท. เผยคนไทยใช้โอกาสช่วงเงินบาทแข็งค่า แห่ชอปเมืองนอก ดันยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตในต่างประเทศพุ่ง 26.48% ขณะที่ยอดใช้จ่ายบัตรในไทยเองก็เพิ่มขึ้น 8.97% เช่นเดียวกับยอดเบิกเงินสดล่วงหน้าพุ่ง 4.88% ภายในเดือนเดียว ส่วนหนี้เอ็นพีแอลในธุรกิจบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 6.24% แต่เมื่อเทียบสินเชื่อปล่อยไป ยอดหนี้ไม่มากนัก ขณะที่ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลยอดเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 14.18% โตตามสินเชื่อ-จำนวนบัญชีเพิ่มขึ้นสูง

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า ธปท.ได้ประกาศตัวเลขบัตรเครดิตล่าสุดเดือน มี.ค.56 ซึ่งรวมผู้ประกอบการทั้งในส่วนของธนาคารพาณิชย์ไทย และบริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) พบว่า ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งช่วงนั้นค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 6% ประกอบกับเป็นช่วงปิดเทอม ทำให้คนไทย และครอบครัวแห่ท่องเที่ยวในต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตนอกประเทศเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากกว่า 26% ภายในเดือนเดียว

ทั้งนี้ จำนวนบัตรเครดิต และยอดสินเชื่อบัตรเครดิตยังคงเพิ่มขึ้น แต่ตัวนอนแบงก์กลับมียอดสินเชื่อบัตรเครดิตลดลง โดยยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตมีทั้งสิ้น 2.41 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.75 พันล้านบาท เทียบกับเดือนก่อนหน้า แบ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในส่วนของธนาคารพาณิชย์เป็นสำคัญ 2.20 พันล้านบาท แต่นอนแบงก์ลดลง 434 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณบัตรเครดิตในระบบมีทั้งสิ้น 17.27 ล้านใบ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1.35 แสนใบ เป็นการเพิ่มขึ้นในส่วนของธนาคารพาณิชย์ 6.96 หมื่นใบ และนอนแบงก์ 6.54 หมื่นใบ

สำหรับปริมาณการใช้จ่ายโดยรวมผ่านบัตรเครดิตมีทั้งสิ้น 1.21 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.04 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 9.38% เทียบกับเดือนก่อนหน้า เป็นการเพิ่มขึ้นของธนาคารพาณิชย์ และนอนแบงก์ 5.82 พันล้านบาท และ 4.60 พันล้านบาท ตามลำดับ และเมื่อแยกประเภทการใช้จ่าย พบว่า ปริมาณการใช้จ่ายในประเทศ ปริมาณการใช้จ่ายต่างประเทศ และการเบิกเงินสดล่วงหน้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปริมาณการใช้จ่ายต่างประเทศที่มีสัดส่วนโตถึง 26.48% จากปัจจุบันที่มีปริมาณการใช้จ่ายในต่างประเทศทั้งสิ้น 7.45 พันล้านบาท

ด้านปริมาณการใช้จ่ายบัตรเครดิตภายในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 9.92 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.17 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.97% เพิ่มขึ้นในส่วนของธนาคารพาณิชย์ 4.55 พันล้านบาท นอนแบงก์ 3.61 พันล้านบาท เช่นเดียวกับการเบิกเงินสดล่วงหน้าเพิ่มขึ้นสัดส่วน 4.88% หรือเพิ่มขึ้น 687 ล้านบาท เกิดจากการใช้บัตรเครดิตของนอนแบงก์ 370 ล้านบาท และธนาคารพาณิชย์ 318 ล้านบาท

ส่วนยอดคงค้างหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของบัตรเครดิตมีทั้งสิ้น 5.37 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นในสัดส่วน 6.24% เมื่อเทียบไตรมาสแรกของปีนี้กับไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากธนาคารพาณิชย์ไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบยอดเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อบัตรเครดิตของผู้ประกอบการบัตรเครดิตแต่ละประเภทเพิ่มขึ้นไม่มากนัก โดยธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น 2.43% และนอนแบงก์เพิ่มขึ้น 1.94% ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลบัตรเครดิตโดยรวมอยู่ที่ 2.23% ต่อสินเชื่อบัตรเครดิตโดยรวม

**สินเชื่อส่วนบุคคล-เอ็นพีแอลเพิ่ม**

ในเวลาเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์ไทย นอนแบงก์ และสาขาธนาคารต่างชาติให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลในระบบมียอดคงค้างเอ็นพีแอลทั้งสิ้น 8.55 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.18% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เกิดจากธนาคารพาณิชย์ 671 ล้านบาท นอนแบงก์ 370 ล้านบาท และสาขาธนาคารต่างชาติ 20 ล้านบาท แต่เมื่อคิดสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อส่วนบุคคล พบว่า ธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น 3.36% รองลงมาเป็นนอนแบงก์ 3.02% ตามมาด้วยสาขาธนาคารต่างชาติ 2.61% ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลโดยรวมเทียบกับสินเชื่อปล่อยไปคิดเป็น 3.16%

ทั้งนี้ ภายใต้ยอดสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีทั้งสิ้น 2.71 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 7.26% หรือเพิ่มขึ้น 1.83 หมื่นล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นในส่วนของธนาคารพาณิชย์มากที่สุด 1.30 หมื่นล้านบาท ตามมาด้วยนอนแบงก์ 5.23 พันล้านบาท และสาขาธนาคารต่างชาติ 138 ล้านบาท ขณะที่จำนวนบัญชีมีทั้งสิ้น 10.60 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 7.79% หรือเพิ่มขึ้น 7.63 แสนบัญชีภายในเดือนเดียว โดยธนาคารพาณิชย์มีบัญชีสินเชื่อประเภทนี้เพิ่มขึ้นมากที่สุด 4.19 แสนบัญชี นอนแบงก์ 3.42 แสนบัญชี และสาขาธนาคารต่างชาติ 2.09 พันบัญชี

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

เกาหลีใต้เล็งใช้งบฯพิเศษ 72% ในช่วงครึ่งแรกปีนี้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

กระทรวงกลยุทธ์และการคลังเกาหลีใต้ประกาศในวันนี้ว่า เกาหลีใต้วางแผนที่จะดึงงบประมาณรายจ่ายพิเศษในสัดส่วน 72.4% สำหรับช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ที่กำลังซบเซาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมของเกาหลีใต้วงเงิน 5.4 ล้านล้านวอน (4.9 พันล้านดอลลาร์) นั้น จะมีการจัดสรรออกมา 3.9 ล้านล้านวอนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยแผนการดังกล่าวได้รับอนุมัติจากที่ประชุมของคณะรัฐบาลในช่วงก่อนหน้านี้

 กระทรวงการคลังระบุว่า การดึงงบประมาณจำนวนมากในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นผลดีจากงบประมาณพิเศษให้เกิดขึ้นจริงโดยเร็ว โดยระบุว่ากระทรวงจะดึงงบประมาณออกมาใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

กระทรวงการคลังได้เปิดเผยแผนงบประมาณเสริมวงเงิน 17.3 ล้านล้านวอนเมื่อกลางเดือนเม.ย. ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาพเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยจะมีการใช้จ่ายเงินราว 12 ล้านล้านวอน เพื่อชดเชยกับรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่ลดลง อันเนื่องจากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจเกาหลีใต้เหลือขยายตัว 2.3% จากระดับ 3% เมื่อปลายเดือนมี.ค. ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจเกาหลีใต้เหลือขยายตัว 2.6% จากระดับ 2.8%

ทั้งนี้ ธนาคารกลางประกาศปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 2.5% เมื่อวานนี้ โดยระบุว่าการปรับลดดอกเบี้ยมีขึ้นเพื่อทำให้ผลบวกจากการใช้งบประมาณพิเศษเกิดประโยชน์สูงสุด สำนักข่าวซินหัวรายงาน

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นักเศรษฐศาสตร์เชื่อกนง.ลดดอกเบี้ยแน่

นักเศรษฐศาสตร์ เชื่อ”กิตติรัตน์”หวังใช้การประชุมจันทร์นี้ กล่อม กนง. คาดลดดอกเบี้ยแน่ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจชะลอตัว

นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า แม้ว่าการลงดอกเบี้ยจะไม่มีผลต่อการทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า แต่เพราะตัวเลขเศรษฐกิจ เช่น ดัชนีการบริโภค การลงทุน ที่ออกมาไม่ดี นัก อาจเป็นปัจจัยให้กนง.ลดดอกเบี้ยในวันที่ 29 พ.ค.นี้

ทั้งนี้ ผู้ว่าแบงก์ชาติเองก็ให้สัมภาษณ์เป็นนัยแล้วว่า การใช้เครื่องมือดอกเบี้ยจะทำก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจมีภาวะชะลอตัว อย่างไรก็ดี หาก กนง.ตัดสินใจที่จะคงดอกเบี้ย ก็ด้วยเหตุผลของความกังวลฟองสบู่ในอสังหาฯ มากกว่า

ด้านนักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งให้ความเห็นว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องการส่งแรงกดดันไปให้ กนง.อีกครั้ง เพื่อหวังจะให้ลดดอกเบี้ย และท้ายที่สุด ก็คงต้องลง เพราะทานกระแสไม่ได้ อีกทั้งทุกฝ่ายต้องหาทางออกร่วมกัน ไม่งั้นความขัดแย้งครั้งนี้ก็จะไม่สิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยไม่มีผลต่อค่าเงินอย่างแน่นอน อีกทั้งธนาคารกลางของญี่ปุ่นยังไม่ได้อัดฉีดเม็ดเงินคิวอีเข้าสู่ตลาดอย่างจริงจัง เพราะกำลังรอดูทิศทางการลงทุนให้แน่ชัดก่อน ซึ่งเม็ดเงินก้อนนี้จะมีผลต่อตลาดอาเซียน รวมทั้งไทยอย่างมาก และอาจมีผลต่อค่าเงินบาทแข็งอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งท้ายที่สุด การทำ Capital Control ก็อาจจะเป็นเครื่องมือที่แบงก์ชาตินำมาใช้

ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

กนอ.มองพลังงานสะอาด-สุขภาพ-ไบโอ-ยานอากาศ-สร้างสรรค์เป็นอุตฯหลักของไทยใน 10 ปี

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี   ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ใน 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมี 5 อุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ หรือที่เรียกว่าอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้กว่า 20 % โดยรายชื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่

1. อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เช่น อุตสาหกรรมเกี่ยวกับพลังงาน เชื้อเพลิงชีวภาพ แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกทั้งหมด อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์

2. อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ บริการเพื่อสุขภาพ อุปกรณ์เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ฯลฯเพราะจากการจัดทำข้อมูลศึกษาทิศทางตลาดอาหารเพื่อสุขภาพของโลก พบว่าน้าวโน้มมูลค่าการตลาดเกิบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2556 เติบโตถึง 9.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่ากับว่าอัตราการเติบโตของตลาดอาจจะสูงขึ้นกว่า 200% เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของปี 2549

3. อุตสาหกรรมไบโอพลาสติก อันเนื่องมาจากการตระหนักถึงด้านของสิ่งแวดล้อม มีผู้ประกอบการที่แนวโน้มที่จะนำเม็ดไบโอพลาสติกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในชีวิตประจำวันที่สามารถย่อยสลายได้ และลดปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ใช้จากพลาสติกทั่วไป

4. อุตสาหกรรมยานอากาศ เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่คึกคัก สืบเนื่องจากกระแสการเข้าสู้ประชาคมอาเซียน (AEC) ในปี 2558 รวมถึงแนวโน้มรูปแบบการสัญจรทางอากาศในปัจจุบันผู้ใช้บริการในทุกระดับสามารถเข้าถึงการใช้บริการได้ รวมถึงแนวโน้มความต้องการก่อสร้างสถานบินรวมไปถึงเครื่องบินมีจำนวนมาก

5. อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมภาพยนตร์ กลุ่มอุตสาหกรรมโฆษณา กลุ่มธุรกิจการให้บริการด้านสถาปัตยกรรม กลุ่มธุรกิจการแพร่ภาพและกระจายเสียงไทยกลุ่มอุตสาหกรรมดนตรีของไทย กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ฯลฯ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มการเติบโดยของอุตสาหกรรมประเภทนี้สูงอย่างต่อเนื่อง

“ในอนาคตถ้าอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศจะสามารถเพิ่มมูลค่าการลงทุนรวมของอุตสาหกรรมไทยได้มากกว่า 20 % หรือมากกว่า 3 ล้านล้านบาท” นายวิฑูรย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้ามามีบทบาท แต่ประเทศไทยยังคงต้องส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม  6 ประเภทซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศในปัจจุบัน อันได้แก่ 1. อุตสาหกรรมยาง 2. อุตสาหกรรมอาหาร 3. อุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรือพลาสติก 4. อุตสาหกรรมยานยนต์ 5. อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 6. อุตสาหกรรมเอทานอลและไบโอดีเซล  รวมถึงประเทศไทยยังคงต้องตั้งเป้าในการเพิ่มตัวเลขมูลค่าของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักทางเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าหลักของประเทศไทยได้แก่ ข้าว ยางพารา ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ผลไม้ พืชพลังงาน ประมง ฯลฯ รวมถึงรักษามาตรฐานของอุตสาหกรรมบริการ อาทิ ท่องเที่ยว ค้าปลีกหรือค่าส่ง ก่อสร้าง สื่อสารและโทรคมนาคม บริการสุขภาพ  ซึ่งปัจจุบันสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยจำนวนมหาศาล

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

มี.ค.ส่งออกยานยนต์โต11% ตลาดยุโรปขยายตัวสูงสุด

7 พ.ค.56 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจ เดือน มี.ค. และแนวโน้มปี 56 ต่อ ครม.ว่า แม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 4.5-5.5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5-3.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.9%ของจีดีพี

 การส่งออกในเดือน มี.ค.มีมูลค่า 2.04 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 4.2% เทียบกับเดือน ก.พ.ที่หดตัว 4.6% ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปี 56 มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น 4.5% เทียบกับเป้าหมายการส่งอออกทั้งปีที่กำหนดไว้ที่ 9%

ในเดือนมี.ค.สินค้าส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี ได้แก่ ยานยนต์ขยายตัว 11% เครื่องใช้ไฟฟ้าขยายตัว 11.2% สินค้าการส่งออกที่หดตัว ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์หดตัว 11.3% สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มหดตัว 3.7% ยางพาราหดตัว 11.1% สินค้าประมงหดตัว 22.1% สินค้าเกษตรแปรรูปหดตัว 0.9% และทองคำหดตัว 36.9%

ส่วนตลาดส่งออกสินค้าที่ขยายตัว ได้แก่ สหภาพยุโรปขยายตัว 15% ตลาดอาเซียนขยายตัว 5.5% ออสเตรเลียขยายตัว 39.9% ขณะที่ตลาดสหรัฐการส่งออกหดตัว 4.7% และการส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นหดตัว 0.9%

ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมพบว่ามีการขยายตัวแต่ขยายตัวในเกณฑ์ที่ต่ำ เนื่องจากการหดตัวของภาคการผลิตที่มีสัดส่วนการส่งออกสูง ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัว 0.5% เทียบกับเดือนก.พ.ที่หดตัว 1.2% สอดคล้องกับการใช้กำลังการผลิตในเดือนมี.ค.ที่เพิ่มเป็น 70.4% เทียบกับเดือนก.พ.ที่มีการใช้กำลังการผลิต 62.9%

“สินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกต่ำกว่า 60% มีการขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะยานยนต์ สิ่งทอ และเคมีภัณฑ์ แต่สินค้าที่สัดส่วนส่งออกเกิน 60% การส่งออกหดตัวเป็นเดือนที่ 2 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องหนัง อิเล็กทรอนิกส์ และฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ทำให้การดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวในเกณฑ์ต่ำ?เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์ดี อัตราเงินเฟ้อชะลอตัว การว่างงานต่ำ การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น โดยเดือนมี.ค.ภาครัฐจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.51 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก.พ.7.9% และสูงกว่าประมาณการรายได้ 1.3% ส่งผลให้ครึ่งปีงบประมาณรัฐจัดเก็บรายได้ 9.78 แสนล้านบาทสูงกว่าประมาณการ 9.48 หมื่นล้านบาท”

สำหรับหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือนก.พ.อยู่ที่ 5.07 ล้านล้านบาท หรือ 44.1% ของจีดีพี สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 14.8% สภาพคล่องส่วนเกินในระบบอยู่ที่ 1.48 ล้านล้านบาท เพิ่มจากเดือนก.พ.ที่มีสภาพคล่องส่วนเกิน 1.42 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ ในเดือนมี.ค.มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 222 ล้านเหรียญสหรัฐ สาเหตุหลักเป็นเพราะคนไทยไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนค่าเงินบาทเฉลี่ยในเดือนเม.ย.อยู่ที่ 29.07 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจาก 29.52 บาทต่อเหรียญสหรัฐในเดือนมี.ค. โดย 4 เดือนแรกของปีค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 29.62 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจโลกไตรมาสที่ 1 ฟื้นตัวอย่างล่าช้า โดยเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวดีขึ้น แต่ยังขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนยังอยู่ในช่วงหดตัว เศรษฐกิจจีนขยายตัวต่ำกว่าที่คาดเช่นเดียวกับเศรษฐกิจอื่นๆในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศลดเป้าขยายตัวทางเศรษฐกิจเหลือ 3.3% จาก 3.5% ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ประเทศต่างๆดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีมาตรการผ่อนคลายการเงิน รวมถึงการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุไถ่ถอนที่ยาวขึ้นเพื่อสร้างแรงกดดันให้ดอกเบี้ยในตลาดลดต่ำลง ส่งผลให้ดัชนีภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้นเป็น 51.1% สูงที่สุดในรอบ 13 เดือน

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า

3ค่ายมือถืองัดกลยุทธ์ดึงผู้ใช้บริการ3Gใหม่ ‘ทีโอที-กสท’โวยโดนฉกลูกค้า

กสทช. โชว์ความพร้อมระบบโครงข่ายรองรับบริการ 3G ที่จะเปิดให้บริการสัปดาห์นี้ ขณะที่ค่ายมือถือ พร้อมดึงผู้ใช้บริการ 2G ไปใช้บริการระบบ 3G ใหม่ ขณะที่เจ้าของสัมปทานเดิมโวย

แหล่งข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส) บริษัท ดีแทค เน็ทเวอร์ค จำกัด (ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค)และ บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด (ในเครือกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น) พร้อมเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G บนใบอนุญาตใหม่ คลื่นความถี่ 2.1กิกะเฮิรตซ์ (GHz) โดยจะทยอยเปิดตัวตั้งแต่วันที่ 7-9 พฤษภาคม 2556 นี้

นอกจากนี้ผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย ได้เตรียมการรองรับผู้ใช้บริการระบบ 2G ที่อยู่ภายใต้สัมปทานของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) มาอยู่ในระบบ 3G ภายใต้ใบอนุญาตของ กสทช.แล้ว

“ทุกรายพร้อมดำเนินการตามนโยบายคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) โดยจะต้องขยายขีดความสามารถในการย้ายค่าย 40,000 เลขหมายต่อวัน โดยที่ผ่านมาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายพยายามให้ลูกค้าโอนย้ายเลขหมาย โดยการใช้วิธีผ่านข้อความสั้น หรือ เอสเอ็มเอส โดยเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการแจ้งโอนย้ายเลขหมายโดยไม่ต้องยื่นเอกสารที่ศูนย์บริการด้วยตนเอง”

อย่างไรก็ตาม การที่ กทค.ยอมให้ผู้ใช้บริการระบบ 2G (ภายใต้สัมปทาน กสท ทีโอที) ย้ายค่ายผ่านเอสเอ็มเอส นั้น ทาง ทีโอที กับ กสท มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และไม่ใช่เป็นการลงทะเบียนซึ่งถ้าหากพบว่า เป็นการทำผิดกฎหมายก็มีความเป็นไปได้ที่ ทีโอที และกสท จะดำเนินการฟ้องร้อง กทค.ต่อการกระทำดังกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ส่วนอัตราค่าบริการสำหรับการโอนย้ายเลขหมายในบริการคงสิทธิเลขหมาย (Mobile number portability-MNP) ล่าสุด บริษัท ศูนย์ให้บริการคงสิทธิเลขหมาย จำกัด หรือ เคลียริ่งเฮ้าส์ ได้ส่งข้อมูลและต้นทุนที่แท้จริง ในการคิดอัตราค่าบริการขั้นต้นโดยคิดจากอัตราเฉลี่ย จะมีอัตราค่าบริการอยู่ที่ 29 บาท ต่อ 1 เลขหมาย

ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาต?3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ได้การติดตั้งสถานีฐานในพื้นที่ให้บริการแล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,650 สถานี โดยเป็นสถานีฐานของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลสเน็ทเวอร์ค จำกัด จำนวน 3,512 สถานี บริษัทดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด จำนวน 130 สถานี และเป็นของบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด จำนวน 8 สถานี ซึ่งทำให้เห็นถึงความพร้อมของผู้ประกอบการที่จะเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ในตอนนี้แล้ว

สำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการติดตั้งสถานีฐานทั้งหมด 1,017 สถานี ปริมณฑล อันได้แก่จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร มีการติดตั้งแล้วทั้งหมด 576 สถานี ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร ชัยนาท นครปฐม นครนายก พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี สระบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี และสมุทรสงคราม มีการติดตั้งแล้วทั้งหมด 470 สถานี?ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พิษณุโลกแพร่ นครสวรรค์ น่าน และพะเยา มีการติดตั้งแล้วทั้งหมด 371 สถานี ภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี และนครพนม มีการติดตั้งแล้วทั้งหมด 294 สถานี

ส่วนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี มีการติดตั้งแล้วทั้งหมด 378 สถานี และภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ตราด ระยอง สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และจันทบุรี มีการติดตั้งแล้วทั้งหมด 511 สถานี และภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี มีการติดตั้งแล้วทั้งหมด 33 สถานี

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช.จะเร่งดำเนินการตามกระบวนการเพื่อกำหนดอัตราขั้นสูงของค่าบริการให้ครอบคลุมบริการประเภทเสียง และบริการที่ไม่ใช่ประเภทเสียงโดยเร็ว ส่วนผู้บริโภคที่ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G เดิมสำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือถึงผู้ประกอบการให้ตรวจสอบและดูแลคุณภาพการให้บริการที่ดีและหากผู้ใช้บริการพบปัญหาเกี่ยวกับการใช้บริการ อาทิ สายหลุด โทร.ติดยาก ความเร็วอินเตอร์เนตลดลง ฯลฯ สามารถร้องเรียนมายังสำนักงาน กสทช. ผ่านช่องทาง Call Center 1200 หรือ SMS 1200 ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือร้องเรียนผ่านทางโทรสาร 0-2271-3516 และที่อี-เมล์ 1200@nbtc.go.th

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีความเป็นห่วงจากหลายฝ่ายว่า เมื่อมีการเปิดให้บริการ 3G แล้ว จะมีการโอนย้ายลูกค้าเดิมในระบบ 2G ไปอยู่ในระบบ 3G ของ กสทช. ทำให้ ทีโอที กสทสูญเสียรายได้จากค่าสัมปทาน อีกทั้งห่วงว่าผู้ให้บริการจะหันไปเน้นลงทุน 3G ทำให้ระบบ 2G มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้บริการ

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า